เครือข่ายโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่ในเขตฮัดสันวัลเลย์ รัฐนิวยอร์ก ยอมยกเครื่องระบบดูแลสุขภาพจิตครั้งใหญ่ หลังจากที่หน่วยงานรัฐสอบสวนพบข้อบกพร่องร้ายแรงในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช เรื่องนี้กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพทั่วโลก รวมถึงในไทย เพราะหลายประเทศต่างก็เผชิญปัญหาระบบสุขภาพจิตสะดุดหลังยุคโควิด-19 จนบริการจิตเวชเข้าถึงยาก (Gothamist) การเปลี่ยนแปลงที่นิวยอร์กครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต และแรงกดดันจากภาครัฐที่ต้องเร่งปฏิรูปหลังวิกฤตโรคระบาด

WMCHealth เครือข่ายที่ดูแลโรงพยาบาล 9 แห่งในฮัดสันวัลเลย์ ยอมทำข้อตกลงตามกฎหมาย โดยต้องกลับมาเปิดเตียงจิตเวชที่เคยปิดไปช่วงโควิด และปรับปรุงมาตรการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินให้ดีขึ้น โรงพยาบาล HealthAlliance ในเมืองคิงส์ตัน ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ก็เพิ่งเปิดเตียงจิตเวชใหม่ 20 เตียงไปเมื่อเดือนธันวาคม 2024 หลังถูกสอบสวน นอกจากนี้ WMCHealth ยังเตรียมเปิดแผนกจิตเวชใหม่อีก 20 เตียงที่โรงพยาบาล MidHudson Regional ในเมืองพอห์คิปซี ตามที่อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก เลทิเทีย เจมส์ ประกาศ

ข่าวนี้สะท้อนปัญหาที่คนไทยคุ้นเคยดี เพราะบ้านเราเองก็เจอปัญหาการเข้าถึงบริการจิตเวช ทั้งแบบออนไลน์และแบบเจอหน้าหมอ ติดขัดอย่างหนักในช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่ทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่และลำปาง พอโรงพยาบาลต้องรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินมากขึ้น ผู้ป่วยจิตเวชบางส่วนก็ต้องรอคิวนานขึ้น หรือบางรายถึงกับต้องเดินทางเข้ามารักษาในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานการณ์คล้ายกับที่คนในฮัดสันวัลเลย์เคยเจอ (Bangkok Post; WHO Thailand) กรณีที่นิวยอร์กจึงชี้ให้เห็นว่า การตรวจสอบจากภาครัฐและแรงผลักดันจากชุมชนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

การสอบสวนของรัฐเริ่มขึ้นในปี 2022 หลังจากชาวบ้านและกลุ่มเคลื่อนไหวร้องเรียนเรื่องการปิดแผนกจิตเวช 40 เตียงที่โรงพยาบาล HealthAlliance ผลสอบพบว่า มีหลายกรณีที่โรงพยาบาลในเครือ WMCHealth ปล่อยให้ผู้ป่วยจิตเวชที่อาการยังหนัก หรือมีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ออกจากโรงพยาบาลทั้งที่อาการยังไม่คงที่ ซึ่งอัยการรัฐระบุว่านำไปสู่ “โศกนาฏกรรมที่ไม่น่าเกิดขึ้น” แถมเอกสารการรักษาก็ไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด ยิ่งทำให้การดูแลส่งต่อผู้ป่วยมีปัญหาหนักขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายกับที่ไทยพบในการตรวจสอบหลังโควิด-19 เช่นกัน (Gothamist)

อัยการเลทิเทีย เจมส์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหานี้ว่า “สุขภาพจิตก็คือสุขภาพ ไม่ต่างจากสุขภาพกาย และภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชก็ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที… สำนักงานของฉันจะเดินหน้าผลักดันให้ชาวนิวยอร์กทุกคนเข้าถึงการดูแลทางจิตเวชฉุกเฉินที่มีคุณภาพและเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจ” ด้านผู้เชี่ยวชาญอย่าง ศ.นพ.พอล เอส. แอปเปิลบอม จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า “การกำกับดูแลที่เข้มแข็งเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจิตเวชจะไม่ถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญวิกฤต อย่างเช่นช่วงโรคระบาด” (Columbia Psychiatry)

ภายใต้ข้อตกลง WMCHealth ต้องจ่ายค่าปรับและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวม 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และหากละเมิดข้อตกลงในอนาคต จะถูกปรับเพิ่มอีก 10,000 ดอลลาร์ต่อครั้ง การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เน้นแค่การเพิ่มเตียง แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงกระบวนการจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล และปรับแนวทางการใช้เครื่องพันธนาการทางร่างกาย (เช่น การมัด) โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเด็ก ซึ่งได้รับการชื่นชมจากกลุ่มผู้ป่วยว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีและความปลอดภัย

แอนดรูว์ ลากวาร์เดีย โฆษกของ WMCHealth ย้ำว่า เครือโรงพยาบาลของเขาเป็นผู้ให้บริการดูแลผู้ป่วยจิตเวชแบบค้างคืนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และต้องรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง “เป้าหมายของเราคือมอบการดูแลที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยทุกคน และเราพร้อมจะแก้ไขทันทีหากพบว่ามาตรฐานของเรายังไม่ดีพอ”

ในอดีต บริการด้านจิตเวชทั้งในสหรัฐฯ และไทย มักเจอปัญหาทั้งงบไม่พอและถูกสังคมตีตรามาตลอด พอเกิดวิกฤตอย่างโควิด-19 สถานการณ์ก็มักจะแย่ลงไปอีก ในนิวยอร์ก อดีตผู้ว่าการรัฐ แอนดรูว์ คัวโม เคยสั่งให้เปลี่ยนแผนกจิตเวชเป็นหอผู้ป่วยโควิดชั่วคราว แต่มาตรการที่ควรจะชั่วคราวกลับยืดเยื้อข้ามปี จนกระทั่งผู้ว่าการรัฐคนปัจจุบัน เคธี โฮคูล ต้องออกมาใช้ไม้แข็ง บังคับให้โรงพยาบาลคืนเตียงจิตเวชกลับมา พร้อมขู่จะปรับหากไม่ทำตาม แสดงให้เห็นแนวทางที่เข้มงวดกว่าในอดีตอย่างชัดเจน

ข้อตกลงครั้งนี้ยังถือเป็นการตีความและบังคับใช้กฎหมาย Emergency Medical Treatment and Labor Act (EMTALA) ในมิติใหม่ ปกติแล้วกฎหมายนี้กำหนดให้โรงพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการจ่าย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐนำกฎหมายนี้มาบังคับใช้กับการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยตรง ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่สำคัญทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ

สำหรับประเทศไทย กรณีนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำหนดนโยบายและภาคประชาสังคมไทย หันมาผลักดันกฎหมายและนโยบายสุขภาพจิตที่เข้มแข็งมากขึ้น ปัจจุบันจิตแพทย์ไทยหลายคนก็เรียกร้องให้มีการปรับปรุง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พร้อมทั้งพัฒนาบริการสุขภาพจิตในระดับชุมชนให้ได้มาตรฐานสากล โดยสถิติหลังโควิดชี้ว่าปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงอัตราการฆ่าตัวตายในไทยและอาเซียนยังคงน่าเป็นห่วง (Thai PBS; UNICEF Thailand)

เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่าเราอาจต้องเผชิญกับคลื่นปัญหาสุขภาพจิตระลอกใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เยาวชน ผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ระบบโรงพยาบาลควรเรียนรู้จากกรณีของ WMCHealth ว่า การละเลยหรือลดทอนบริการด้านจิตเวชแม้เพียงชั่วคราว อาจนำไปสู่วิกฤตที่ใหญ่หลวงและยากจะเยียวยา

คนไทยเองก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญและสร้างความโปร่งใสในบริการสุขภาพจิต การติดตามตรวจสอบว่าโรงพยาบาลต่างๆ ทำตามข้อกำหนดหรือไม่ การเรียกร้องให้มีเตียงจิตเวชเพียงพอ และการปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ ในชีวิตประจำวัน เราสามารถช่วยกันลดอคติต่อผู้ป่วยจิตเวช ส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรู้ช่องทางขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต

กรณีของ WMCHealth จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ย้ำว่า การปฏิรูปนโยบายสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง และการร่วมมือกันส่งเสียงเรียกร้อง ตั้งแต่ระดับผู้ป่วย ครอบครัว ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแล สามารถพลิกโฉมระบบสุขภาพจิตของประเทศได้อย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติมและแหล่งข้อมูล: