เรื่องราวสุดช็อกในสหรัฐอเมริกากำลังสร้างความปั่นป่วนไปถึงวงการสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย เมื่อมีข่าวว่าแพทย์ชื่อดังคนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องวัคซีน ดันติดเชื้อโรคหัดเสียเอง แต่ยังคงเดินหน้ารักษาเด็กๆ ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคนี้มาก่อน รายงานจาก Ars Technica ตีแผ่ปัญหาน่ากังวลว่า ความลังเลไม่เชื่อมั่นในวัคซีนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของส่วนรวม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อัตราการฉีดวัคซีนลดลง จนเสี่ยงเกิดการระบาดใหญ่ได้ง่ายๆ

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับแพทย์หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ยืนหยัดต่อต้านนโยบายบังคับฉีดวัคซีน เธอถูกตรวจพบว่าติดเชื้อหัด หลังจากเข้าไปดูแลเด็กๆ ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเลยในช่วงที่โรคนี้กำลังระบาดในพื้นที่ แม้ว่าหน่วยงานสาธารณสุขจะสั่งชัดเจนว่าผู้ติดเชื้อต้องกักตัวเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจาย แต่หมอคนนี้กลับยังคงเปิดคลินิกรักษาเด็กๆ ต่อไป ซึ่งเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงตกอยู่ในความเสี่ยงสูงปรี๊ดที่จะติดโรคเข้าไปเต็มๆ (ที่มา)

ข่าวนี้กระทบใจคนไทยไม่น้อย เพราะไม่กี่ปีมานี้ โรคหัดกลับมาระบาดในหลายประเทศ ส่วนหนึ่งก็เพราะคนไม่ยอมฉีดวัคซีนกันมากขึ้น แถมยังมีคนดังบางกลุ่มคอยปั่นให้ผู้คนไม่มั่นใจในวัคซีนอีก สำหรับประเทศไทยเอง โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกล การให้ความรู้เรื่องวัคซีนและการเข้าถึงยังเป็นเรื่องท้าทาย โรคหัดไม่ใช่โรคเล่นๆ องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า หัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ (ข้อมูลโรคหัด WHO)

ที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ โรคหัดแพร่เชื้อได้ง่ายมาก แค่หายใจเอาละอองฝอยในอากาศเข้าไปก็ติดได้แล้ว เชื้ออยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง ทำให้แพร่ได้เร็วกว่าโรคอื่นๆ เยอะ “คนเป็นหัดแค่คนเดียว อาจแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ถึง 18 คน ถ้าคนเหล่านั้นไม่มีภูมิคุ้มกัน” ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ (CDC) ย้ำเตือน (ข้อมูลจาก CDC) ซึ่งเคสของหมอคนนี้ยิ่งน่าห่วง เพราะคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีน แล้วยังมารวมตัวกันในคลินิกอีก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างออกมาคัดค้านอย่างหนักกับการกระทำของแพทย์รายนี้ที่ยังคงทำงานทั้งที่ป่วยเป็นโรคหัด “หมอมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งด้านจริยธรรมและวิชาชีพ ต้องปกป้องคนไข้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ร่างกายอ่อนแอ การยังมาตรวจรักษาคนไข้ทั้งที่ตัวเองติดโรคร้ายแรงแบบนี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง” ดร.พอล ออฟฟิท กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนชื่อดังของสหรัฐฯ กล่าวกับ Ars Technica ผู้นำองค์กรสุขภาพระดับโลกก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน เตือนว่า ถ้าปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ความเชื่อมั่นในวงการแพทย์จะพังทลาย และอาจทำให้โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามอย่างหนักในการควบคุมโรคหัดผ่านการรณรงค์ฉีดวัคซีนทั่วถึง แต่ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า บางพื้นที่ยังเจอปัญหาการเข้าถึงวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ และครอบครัวที่มีแนวคิดต่อต้านวัคซีน เมื่อปี 2562 ไทยก็เคยเจอปัญหาหัดระบาดหนักในบางจังหวัด จนมีคนต้องเข้าโรงพยาบาลมากมาย (ข่าวบางกอกโพสต์ ปี 2562) เหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำว่า การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมคือหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันโรค

ในสังคมไทย หมอถือเป็นผู้ที่คนให้ความเคารพนับถือและไว้วางใจอย่างสูง การกระทำของหมอชาวอเมริกันรายนี้จึงอาจส่งแรงกระเพื่อมทางความคิดมาถึงบ้านเราได้ “ถ้าขนาดหมอยังไม่ทำตามหลักการ แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้สึกยังไง? ก็ต้องสับสนสิ” นพ.ศุภชัย ศิริวงศ์ กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ให้ความเห็นทางโทรศัพท์ “เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวหมอสั่นคลอน มันก็กระทบไปถึงความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขทั้งหมดได้เลย”

สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเข้าใจผิดและความลังเลเรื่องวัคซีนมักถูกขยายผลอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจฉุดรั้งความพยายามในการควบคุมโรคหัดและโรคติดต่ออื่นๆ ที่เราทำมาอย่างดี ที่ผ่านมา ไทยเราเก่งในการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องวัคซีน ทำให้เป็นเรื่อง “ใกล้ตัว” ผ่านกิจกรรมรณรงค์สนุกๆ และมีพี่ๆ อสม. คอยกระตุ้นในชุมชนอย่างแข็งขัน แต่ถ้ามีข่าวหมอดังจากต่างประเทศทำเรื่องไม่เหมาะสม ก็อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้กลุ่มต่อต้านวัคซีนในไทยใช้โจมตีได้

มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า การสื่อสารด้านสาธารณสุขต้องเข้มแข็งกว่าเดิม ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องทั้งกับพ่อแม่และบุคลากรทางการแพทย์เอง รวมถึงต้องจัดการอย่างจริงจังกับแพทย์ที่ทำผิดจริยธรรม สำหรับประเทศไทย นั่นหมายถึงการติดอาวุธทางปัญญาให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ สามารถโต้ตอบข้อมูลลวงได้อย่างทันท่วงที ต้องเข้าถึงเด็กทุกคนด้วยวัคซีนที่จำเป็น แม้จะอยู่ไกลแค่ไหน และที่สำคัญที่สุด ต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณแพทย์ให้เหนือกว่าความเชื่อส่วนตัว

สำหรับพ่อแม่พี่น้องชาวไทย ข้อสรุปง่ายๆ คือ หนึ่ง เช็กสมุดวัคซีนของคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกหลาน ต้องแน่ใจว่าได้รับวัคซีนรวมป้องกันหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ครบตามเกณฑ์ สอง เชื่อมั่นข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก หรือกุมารแพทย์ที่ไว้ใจได้ เวลาตัดสินใจเรื่องวัคซีน สาม ชวนคุยกับปู่ย่าตายาย เพื่อนบ้าน หรือผู้นำชุมชนถึงความสำคัญของ “ภูมิคุ้มกันหมู่” เพื่อช่วยกันปกป้องคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคมของเรา

แม้เรื่องนี้จะเกิดไกลถึงอเมริกา แต่บทเรียนเรื่องมาตรฐานวัคซีน จริยธรรมของหมอ และการรับมือกับข่าวปลอม เป็นเรื่องที่เราคนไทยต้องใส่ใจและนำมาปรับใช้ เพื่อสุขภาพที่ดีของพวกเราทุกคน ทั้งในวันนี้และวันหน้า