เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับเชิญให้เป็นประธานคณะกรรมการประเมินข้อเสนอโครงการวิจัยของแหล่งทุนหนึ่ง    อ่านโครงการแล้วผมตกใจ ว่าเป็นโครงการที่จะซ้ำเติมความหลงผิดของระบบการศึกษาไทย    จึงขอคุยด้วย   ช่วยให้ได้เข้าใจที่มาที่ไปของโครงการ   พบว่าเป็นโครงการที่เพื่อนๆ รุ่นน้องหรือคราวลูก ที่ผมรักและนับถือ เกี่ยวข้องอยู่ทั้งสิ้น     

โครงการระบุชัด ว่าเป็นการพัฒนาวิธีการประเมินแบบ Summative Evaluation ต่อการจัดการศึกษาแบบฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นรูปแบบของการจัดการศึกษาที่เราใฝ่ฝัน แต่ถูกยับยั้งโดยอดีตรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่เห็นผลประโยชน์หมื่นล้านของเพื่อนของท่าน ที่ทำธุรกิจหนังสือคู่มือครู สูงกว่าผลประโยชน์ด้านคุณภาพคนของชาติ   

แต่ผมสะดุดที่การวัดสมรรถนะผู้เรียนแบบ Summative Evaluation    แทนที่จะประเมินเพื่อพัฒนาแนว Formative Assessment สำหรับใช้เป็น feedback loop แก่ครูและผู้เรียน เป็นกลยุทธหลัก   สำหรับใช้ผลการประเมินหนุนการยกระดับสมรรถนะของเด็กไทย   

ผมตีความว่า เป้าหมายของโครงการนี้ เพื่อระบบการศึกษาส่วนกลางใช้ประเมินคุณภาพโรงเรียน   ตามแนวทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน    ซึ่งจะไม่มีผล feedback อย่างทันเวลาต่อการปรับวิธีการจัดการเรียนรู้ของครู    และไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อตัวนักเรียนเลย    ซึ่งเมื่อผมสอบถาม ๔ ท่านที่เข้ามาคุยกันทางซูม   ก็ไม่มีใครค้านว่าผมเข้าใจผิด    ผมจึงตีความว่า เป็นโครงการวิจัยเพื่อผลประโยชน์ของส่วนกลางของระบบการศึกษา    ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผู้เรียน   ผมจึงปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ประธานประเมินข้อเสนอโครงการ 

ข้อเสนอแนะต่อวงการ ววน. คือ    ผู้บริหารงานวิจัยที่จะสร้างคุณค่าในระดับสร้างทิศทางใหม่ หลุดพ้นจากทิศทางกับดักรายได้ปานกลาง ให้แก่ประเทศ    ต้องเข้าใจ “กับดักเชิงระบบ”   คือต้องไม่เดินตามระบบส่วนที่ผิดพลาดและดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน    เรื่องนี้ขออนุญาตคุยโวว่า  ผมใช้หลักการนี้สร้างความสำเร็จอย่างมหัศจรรย์ ที่ สกว. เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว    แบบไม่น่าเชื่อว่าคนประสบการณ์น้อยอย่างผมจะทำได้   

นั่นคือ ต้องเข้าใจระบบที่ผิดพลาดของประเทศเรา  และตั้งเป้าหมายว่า  การจัดการงานวิจัย (ไม่เฉพาะการให้ทุนวิจัย – โปรดดูบันทึกชุดนี้ หมายเลข ๑๗๕) ต้องมีส่วนช่วยแก้ไขความผิดพลาดเชิงระบบ อย่างน้อยก็ทางอ้อม    ที่สำคัญคือ ต้องไม่เผลอดำเนินการตามน้ำ    ไปตามกระแสที่ผิดพลาด   

โดยเราไม่ต้องไปตำหนิระบบ  แต่เรากำหนดทิศทางของการสนับสนุนการวิจัยตามแนวทางใหม่    ที่เมื่อทำไประยะหนึ่ง (ประมาณ ๒ - ๓ ปี) เราจะได้เพื่อนร่วมทางจำนวนมาก   เพราะในสังคมของเรา มีคนที่รักและหวังดีต่อบ้านเมืองจำนวนมาก    

โปรดสังเกตว่า การทำหน้าที่จัดการงานวิจัย  มีคุณค่ามากกว่าโครงการวิจัยแต่ละโครงการแคบๆ    แต่มีโอกาสทำประโยชน์แก่บ้านเมืองในมิติที่กว้าง   เชิงการพัฒนาระบบที่มีความสำคัญต่ออนาคตของบ้านเมือง    หากเรามีทัศนคติหรือมุมมองที่เปิดกว้าง สู่มุมมองเชิงระบบ   

วิจารณ์ พานิช

๑๑ มี.ค. ๖๘