ดังได้เล่าแล้ว (๑) ว่า ผมไปเรียนรู้จาก มหกรรมโรงเรียนจิตศึกษา การขับเคลื่อน Inner Education ระหว่างวันที่ ๔ - ๕ มีนาคม ๒๕๖๘ ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา   ที่ผมรู้สึกว่าเป็น “มหกรรม” ที่ทรงพลังกว่าทุกมหกรรมที่ผมเคยไปร่วม 

ถามว่าทำไมผมรู้สึกเช่นนั้น    ผมตอบว่า เพราะผมได้ไป “ฝังตัว” หรือ “จุ่มตัว” (immerse) อยู่ในหลากหลายกิจกรรมเพื่อบอกเล่าผลและกระบวนการของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ที่มุ่งจัด “จิตศึกษา” หนุนให้เด็กและเยาวชนพัฒนาตนเอง    ที่แม้เพียง ๒ วัน ก็ได้ “รับรู้” (sensing) หลักการและวิธีการ  นำมาใคร่ครวญหาความหมายของการศึกษาทางเลือกแบบนี้    ที่กำลังเคลื่อนตัวเป็นแนวทางหลักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ       

โชคดีที่ทั้งบังเอิญ และคงจะโดยครูใหญ่วิเชียรจงใจให้ข้อมูล ที่ผมได้รับรู้ทั้งด้านความสำเร็จและด้านความท้าทายเมื่อจ้องมองที่ศิษย์ที่จบ ม. ๓ ออกไปจากโรงเรียน   

แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมด เป็นความสำเร็จ ที่ให้ชีวิตอนาคตที่ดีของนักเรียน   และให้ปิติสุขแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง     แต่เรื่องที่ซับซ้อนอย่าง  “การศึกษา” และ “ความเป็นมนุษย์”  ย่อมมีส่วนที่ไม่สำเร็จอยู่ด้วย    และเป็นจุดที่ผมสอดส่ายสายตาค้นหา    และ “มันมาเอง” กับได้รับส่วนที่ครูใหญ่วิเชียรกรุณาเล่า    ที่ผมนำมา “เคี้ยวเอื้อง” (reflect) ทำความเข้าใจ “การศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑”    ที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเน้นการร่วมกันจัดระหว่างบ้านกับโรงเรียน    นำสู่การมีกลุ่ม “คุณแม่อาสา” ของโรงเรียน   

ผศ. ดร. อนุชา กอนพ่วง จาก มน. รำพึงในวงอาหารเที่ยง (วันที่ ๕ มีนาคม) ว่า “หลักการ บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) ไม่ส่งผลต่อระบบการศึกษาไทยอย่างที่คิด    นำสู่การสะท้อนคิดดังๆ ของผมว่า    เป็นเพราะวงการบริหารการศึกษาไทยนิยมวางนโยบายและกลยุทธ เป็นหลักการคำโตๆ เพื่อ “สั่งการ” ลงไปยังหน่วยปฏิบัติ    โดยตนเองก็ยังไม่เข้าใจแท้ว่าหมายถึงอะไร    มี Dos and Don’ts อะไร ในภาคปฏิบัติ    เพราะตนเองหรือกลุ่มผู้บริหารส่วนกลางไม่ได้สัมผัสผู้เรียน    ไม่มีความรู้จากประสบการณ์ ที่เป็นสภาพ “รู้จริง”    นโยบาย และกลยุทธ ที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจส่วนกลางจึงเป็น “สิ่งหลอกลวง”   ที่มาจากความหลงผิด  หรือความเข้าใจที่ผิวเผิน   ที่ผู้ปฏิบัติในระดับโรงเรียนก็ตระหนักได้ไม่ยาก    จากมิติของความเป็นมนุษย์    จึงตอบสนองด้วย “สิ่งหลอกลวง” เพื่อเอาใจนาย   ระบบการศึกาไทยจึงอยู่กันแบบหลอกๆ ผิวเผิน  ผักชีโรยหน้า     ที่ผมเรียกว่า อยู่ใน Vicious Cycle  อย่างในปัจจุบัน     

ข้อสะท้อนคิดในย่อหน้าบน  เป็นการมองโลกด้านลบเกินไปหรือไม่ ผมไม่ทราบ   เกิดจากมิจฉาทิฏฐิของผมเองหรือไม่ โปรดระวัง อย่าเชื่อไปเสียทั้งหมด   

ผมมีความคิดมานาน ว่ากิจกรรม หรือการกระทำ ในระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ไม่สร้าง “วิญญาณความเป็นครู” ให้แก่นิสิตนักศึกษาครู    ผมจึงถาม ดร. อนุชา ว่า ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน  รวมทั้งระบบและวิธีการผลิตและพัฒนาครู ของไทย ช่วยสร้างวิญญาณความเป็นครู แก่ครูไทยหรือไม่   การสร้างวิญญาณความเป็นครู ทำได้อย่างไร 

เมื่อท่านเงียบ ผมจึงบอกว่า หากถามผม   คำตอบของผมคือ วิญญาณความเป็นครูเกิดจากปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน    คือเกิดจากการปฏิบัติ หรือจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)   เน้นที่การสะท้อนคิดหลักการจากการปฏิบัติ  ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle    ดังนั้น หากคณะศึกษาศาสตร์ครุศาสตร์ต้องการหนุนการพัฒนาวิญญาณความเป็นครูของนิสิตนักศึกษา อาจารย์ต้องไปทำงานสอนนักเรียนในโรงเรียน เพื่อพัฒนา และทำความเข้าใจ วิญญาณความเป็นครู จากประสบการณ์ของตนเอง   สำหรับเอามาออกแบบประสบการณ์ เพื่อหนุนศิษย์ให้พัฒนาวิญญาณความเป็นครูใส่ตน   

คิดอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ 

ไปลงสนามครั้งนี้ ผมได้โจทย์ “การวิจัยเชิงระบบ” มามากมาย ที่ยังหาหน่วยงานเจ้าภาพไม่ได้    โจทย์หนึ่งคือ “บ้านกับโรงเรียน”   ที่ผมไปเห็นพลังของกลุ่ม “คุณแม่อาสา” ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา    ที่ผมทราบมาว่ามีสัดส่วนเป็นประมาณร้อยละ ๓๐ - ๔๐ ของคุณแม่และผู้ปกครองนักเรียนทั้งหมด   และไม่เพียงเข้ามาหนุนโรงเรียนเท่านั้น    ยังเข้าไปช่วยเหลือนักเรียนในความดูแลของ “พ่อแม่ผู้ปกครองด้อยโอกาส” อีกร้อยละ ๖๐ - ๗๐ ให้ก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญในชีวิตได้   

ผมได้เรียนรู้ว่า ในความเป็นจริง “การศึกษา” หรือการเรียนรู้ ของเด็ก เป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในชุมชน    ที่ทำให้เป็นปฏิสัมพันธ์เชิงบวกก็ได้  หรือปล่อยให้ “ดำเนินการไปตามน้ำ”    ซึ่งมักเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงลบ ก็ได้    เราต้องการกลไกทางสังคม ที่นำสู่ “การเรียนรู้เชิงบวก” ในชุมชนหรือพื้นที่   

มอง “การเรียนรู้ของเด็ก”  และ “โรงเรียน” แนว เป็น “กลไกทางสังคม” เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก   เพื่อการสร้างสรรค์และเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ในชุมชน   ทั้งของหน่วยงานของทางการ (ราชการ) และทั้งการรวมตัวกันของกลไกในชุมชน    ดูจะเป็นการสร้างโลกใหม่ สังคมใหม่ ที่เรา (ผม) ไม่เคยคิดมาก่อน   

โรงเรียนเป็น “กลไกการเรียนรู้” ของนักเรียน ในรูปแบบใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่   คือทั้งเป็นกลไกของสังคมหรือชุมชนท้องถิ่น และเป็นกลไกของรัฐส่วนกลาง    ร่วมกันสร้างกลไกหนุนมิติของความเป็นมนุษย์ของเด็กและเยาวชนสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ   รวมทั้งศักยภาพที่ซ่อนเร้น   

เป็นสภาพที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา พัฒนาขึ้น ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มที่แสวงหาโรงเรียนที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ให้แก่ลูกของตนเอง    ในรูปแบบที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นแบบ organic หรืออย่างมีชีวิต    ทำให้โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มุ่งมั่นพัฒนาพลเมืองรุ่นใหม่ให้แก่ประเทศไทย   ผ่านการจัดการศึกษาแบบที่เน้นหนุนการพัฒนามิติของความเป็นมนุษย์ ผ่านวิธีการที่เรียกว่า จิตศึกษา  PBL  PLC และภาษาไทยผ่านวรรณกรรม    ที่ผมตีความว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของ Active Learning, Holistic,  และ Constructive Learning    คือหนุนให้นักเรียนสร้างสมรรถนะที่เหมาะสมถูกต้อง ใส่ตัว                 

ความท้าทาย หรือความสนุก อยู่ที่ สังคมไทยมีความแตกต่างหลากหลายมาก    การเลี้ยงดูเด็ก หรือสภาพแวดล้อมที่บ้านแตกต่างกันมาก   โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาไม่เลือกเด็กด้วยกฏเกณฑ์เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น   จึงเป็นโรงเรียนแห่งความแตกต่างหลากหลายตามความเป็นจริงในสังคม    สามารถเป็นแหล่งเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยระบบการศึกษา ที่มุ่งพัฒนาระบบที่เกิดพลังเสริมแรง (synergy) ระหว่างกลไกที่เป็นทางการ กับกลไกที่ผู้คนและชุมชนร่วมกันดิ้นรนเพื่อตนเองอย่างไม่เป็นทางการ 

นำผมสู่ “การรับรู้” (sensing) สองขั้วตรงกันข้าม คือ harmony (order)  กับ chaos ที่เกิดขึ้นในเวลาและเหตุการณ์เดียวกัน    ขึ้นกับว่าเรามี “เครื่องรับ” (sensor) รับอะไร   ผมหมั่นฝึกตนเองให้รับรู้ทั้ ๒ ขั้วตรงกันข้าม    ซึ่งทำไม่ได้ มากกว่าทำได้    แต่ก็สนุกกับการฝึกนี้ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต   

ผมตีความว่า (ไม่ทราบว่าตีความถูกหรือผิด) โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นสนามพลังบวกของการแสวงหาวิธีการหนุนให้เด็กและเยาวชนพัฒนามิติของความเป็นมนุษย์ใส่ตัว    ที่มีตัวละครมาแสดงอย่างหลากหลาย    ทั้งตัวละครที่ขึ้นเวทีอย่างชัดเจน มุ่งแสวงหาแนวทางใหม่ของการพัฒนามนุษย์   และตัวละครที่แฝงตัวอยู่ที่บ้าน สัมพันธ์กับเด็กในฐานะพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ภายใต้แนวคิดแบบเดิมๆ    

จะเห็นว่า (ตามการตีความของผม) โรงเรียนสามารถทำหน้าที่รับใช้สังคมได้ในหลายชั้น ไม่เฉพาะทำประโยชน์ต่อเด็ก    แต่ยังทำหน้าที่ต่อพ่อแม่ผู้ปกครองที่แสวงหาการวางรากฐานชีวิตที่ดีให้แก่ลูกหลานของตน   พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีความพร้อมจะกลายเป็นพลังบวกต่อการพัฒนาเด็กที่ไม่ใช่แค่ลูกหลานของตน    เกิดการรรวมตัวกันทำประโยชน์ต่อสังคม  ซึ่งในที่นี้คือกลุ่มแม่อาสา    ที่ผมตีความว่า สนามพลังบวกที่จัดโดยโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เอื้อให้คุณแม่นักสร้างสรรค์เหล่านี้ใช้พลังบวกของตนรวมตัวกันเพื่อทำประโยชน์ที่กว้างกว่าประโยชน์ส่วนตน คือเพื่อลูกหลานของตน    ไปสู่ประโยชน์ของนักเรียนทุกคนของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

เป็นโรงเรียนที่สร้างความเห็นแก่ตัว    หรือเพื่อสร้างความเห็นแก่ส่วนรวม   

เป็นโรงเรียนที่สร้างความเป็น Agency (ผู้ริเริ่มดำเนินการ) ของคนในชุมชน    หรือเพื่อสร้างความเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ ของคนในชุมชน   

เป็นโรงเรียนที่หนุนการสร้างความดีงาม   หรือโรงเรียนที่หนุนความชั่วร้ายแห่งการแสวงผลประโยชน์ส่วนตนสารพัดรูปแบบ   จากระบบราชการ   

ผมไปเห็น “พลังศักย์” (potential) ของหลากหลายฝ่าย ที่รักเด็ก   ปรารถนาดีต่อเด็ก  ที่โรงเรียนสามารถทำหน้าที่รวมและ synergy พลังได้    หากมีเป้าหมายที่การพัฒนาเด็กในความรับผิดชอบของตน    ไม่หลงทำงานเพื่อสนองนาย    ซึ่งในความเป็นจริง เพื่อการทำงานเพื่อสร้างโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน               

วิจารณ์ พานิช 

๖ มี. ค. ๖๘

ผศ. อภิษฎา ทองสะอาด  สถาบันอาศรมศิลป์ สะท้อนคิดจากการอ่านบันทึกนี้   และผมขออนุญาตนำมาลงไว้  ดังต่อไปนี้

 กราบขอบพระคุณ สำหรับบทความที่มากระตุกต่อมคิด สะกิดหัวใจได้อย่างดีมากเลยค่ะอาจารย์ ทำให้ย้อนคิดถึงคำตอบของอาจารย์ที่บอกปุ้มว่า ข้อควรระวังในการทำงานกับครู คือ การไม่พูดความจริงแต่จะให้คำตอบที่ตรงกับใจผู้บริหาร

   ตั้งแต่ต้นปีปุ้มได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานกับมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้า
มหาจักรี ได้พบคุณครูที่ดี มีจิตวิญญาณครูที่ สูงมากทำงานทุ่มเท เพื่อศิษย์ และทำงานกับชุมชนอย่างแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งมูลนิธิฯจะมีทั้งโครงการส่งเสริมศักยภาพครูและการจัดเวทีนำคุณูปการของครูไปสร้างแรงบันดาลใจให้ครูท่านอื่นๆได้ไปขยายผลคุณภาพสู่ศิษย์ต่อไป 
   บทความนี้จึงเป็นตัวเน้นย้ำ วิธีการทำงานพัฒนาครูจากกระบวนการ ภายใน และการต่อยอดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (experiential learning) เพื่อไป Synergy สร้างเสริมสนามพลังบวกต่อกันและ ให้กระเเสนี้เคลื่อนไปกับชุมชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งต้องมีกระบวนการดำเนินงานและติดตามผลต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ที่ละเอียดประณีตในการสร้าง PLC และการสะท้อนคิด Reflct ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรเพื่อให้ทุกคนระเบิดออกมาจากข้างในเป็นแรงเหวี่ยงแห่งคุณภาพ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นวงเสวนา พูดคุยชื่นชมและก็จบไป
   จากที่เคยทำให้นักศึกษา ป.บัณฑิต ทุกคนได้ไปสัมภาษณ์และ หมุนเวียนจัดเวทีร่วมสนทนากับครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ  สู่การสะท้อนคิด วางเเผนพัฒนาความเป็นครูของตนเอง แค่เทอมเดียวนักศึกษา ที่อ่อนที่สุดในห้องก็ได้สะท้อนออกมาว่า การแลกเปลี่ยนและ การร่วมสะท้อนคิด ทำให้ตนได้เรียนรู้มากและสามารถทะลุ ความคิดนำมาพัฒนาตตนเองได้ค่ะ 
   ปุ้มจะนำแนวทางไปสู่การพัฒนาโครงการส่งเสริมศักยภาพครูนะคะอาจารย์ และจะขอโอกาสมาปรึกษาและเล่าสถานการณ์ให้ฟังค่ะ ขอประทานโทษที่เขียนให้อ่านยาวเลยนะคะ
   ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ