เราอาจมองข้ามความสำคัญของ “การสัมผัส” ไปได้ง่ายๆ จนกว่าจะเกิดความผิดปกติขึ้นมา แต่ในงานวิจัยชิ้นล่าสุด ที่นำโดย เดวิด กินตี นักประสาทชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมีรายงานในนิตยสาร Quanta เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2025 นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นพบ “เครือข่าย” เซ็นเซอร์ระดับเซลล์อันซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความรู้สึกอันละเอียดอ่อนและหลากหลายที่เราได้รับผ่านการสัมผัส การค้นพบครั้งนี้เผยให้เห็นว่าประสาทสัมผัสนั้นซับซ้อนกว่าภาพง่ายๆ ในตำราเรียนที่เราเคยเห็นมากนัก และเป็นการตอกย้ำว่าการสัมผัสคือประสาทรับรู้ที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์ ซึ่งมีรากฐานมาจากเซลล์ประสาทรับความรู้สึกหลากหลายชนิดจำนวนมหาศาลที่กระจายอยู่ทั่วผิวหนังและอวัยวะภายในของเรา (Quanta Magazine)
ความเข้าใจใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนไทยเรา เพราะการสัมผัสไม่ได้ช่วยแค่ให้เรารู้สึกถึงความนุ่มของผ้าไหมหรือความเจ็บปวดจี๊ดๆ เท่านั้น แต่มันยังเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของเรากับโลกรอบข้าง มีอิทธิพลต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็ก สำหรับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการสัมผัสที่อ่อนโยนและแสดงความห่วงใย (เช่น สัมผัสจากพ่อแม่ หรือการไหว้ที่แสดงความเคารพ) การค้นพบเหล่านี้ยิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าของการสัมผัสมากขึ้น และเกิดคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและการศึกษาตามมา
ในอดีต นักวิทยาศาสตร์มองว่าการสัมผัสนั้นซับซ้อนน้อยกว่าการมองเห็นหรือการได้ยิน ทำให้การศึกษาวิจัยด้านนี้ค่อนข้างตามหลังอยู่บ้าง เพราะระบบการสัมผัสไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเหมือนดวงตาหรือหู แต่เป็นการทำงานร่วมกันของเซลล์ประสาทหลากหลายชนิดที่ต้อง “ประสานเสียง” กัน แต่ละชนิดก็จะตอบสนองต่อความรู้สึกเฉพาะอย่าง เช่น แรงกด ความร้อน ความคัน หรือแรงสั่นสะเทือน (Harvard Medical School) งานวิจัยตลอดหลายสิบปีของเดวิด กินตี ได้เผยให้เห็นภาพอันน่าทึ่งของเซลล์ประสาทเหล่านี้ โดยค้นพบชนิดย่อยที่ไม่ซ้ำกันหลายสิบชนิด (อาจมากถึง 50 ชนิด) ซึ่งแต่ละชนิดมีโครงสร้างพิเศษที่แตกแขนงเข้าไปในผิวหนังและอวัยวะต่างๆ กินตีอธิบายว่า “เซลล์ประสาทแต่ละตัวบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ละตัวมีโครงสร้างเฉพาะตัวและตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ต่างกันไป นี่คือความงามที่รูปร่างเป็นตัวกำหนดการทำงาน” (Quanta Magazine)
สิ่งที่ค้นพบใหม่และสำคัญอย่างยิ่งคือ การตระหนักว่าการสัมผัสไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกบนผิวหนังภายนอก อย่างความรู้สึกเมื่อเม็ดฝนกระทบผิว หรือเมื่อโทรศัพท์สั่น แต่ยังรวมถึงข้อมูลความรู้สึกจากภายในร่างกายที่ส่งมาจากลำไส้ กระเพาะอาหาร และอวัยวะอื่นๆ ไปยังสมองด้วย การค้นพบเหล่านี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำในช่วงสองปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามีเส้นทางประสาทพิเศษที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณอันละเอียดอ่อนเหล่านี้ ช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองต่อทั้งสิ่งเร้าที่น่าพึงพอใจและสิ่งที่ทำให้เจ็บปวด (Cell, 2024)
ความก้าวหน้าล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า การตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมองที่สมบูรณ์ กินตีและเพื่อนร่วมงานที่ฮาร์วาร์ด โรงพยาบาล Massachusetts General และโรงพยาบาลเด็กบอสตัน พบว่าเด็กที่ไม่ได้รับการสัมผัสที่อบอุ่นและปลอบโยนในช่วงต้นของชีวิต (เช่น เด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงดูที่ขาดแคลนบุคลากร) จะมีคะแนนไอคิวและทักษะทางภาษาต่ำกว่า และมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะต่างๆ เช่น วิตกกังวลและออทิซึม สูงกว่า (Harvard Medical School) กินตีกล่าวว่า “เรากำลังมองภาพรวมของสมองในมุมใหม่ ว่ามันไม่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว แต่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการรับรู้ความรู้สึกและประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสในช่วงต้นของชีวิต”
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยล่าสุดกำลังทำแผนที่ว่าเซ็นเซอร์รับแรงกลประเภทต่างๆ ในผิวหนังของเรา เช่น แพซิเนียน คอร์พัสเคิล (Pacinian corpuscles) ที่ตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือน ช่วยให้เราถอดรหัสโลกรอบตัวได้อย่างไร เซ็นเซอร์เหล่านี้มีความไวสูงมาก สามารถตรวจจับแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างไกล (หรือสำหรับสัตว์ คือฝีเท้าของนักล่า) และยังเข้ารหัสทั้งการเคลื่อนไหวที่เกิดจากตัวเราเอง (เช่น การเดินหรือการแต่งตัว) และสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้ นักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าสัญญาณจากการสัมผัสเหล่านี้ยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงขอบเขตของการได้ยิน โดยพบว่าศูนย์ประมวลผลการได้ยินในสมองก็ตอบสนองต่อการสัมผัสแบบสั่นสะเทือนด้วยเช่นกัน (PubMed, 2025)
การสัมผัสยังกลายเป็นประเด็นสำคัญในการวิจัยเรื่องออทิซึมด้วย ปัจจุบัน ความผิดปกติในการรับรู้ความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึกไม่สบายหรือถูกคุกคามจากการสัมผัสเบาๆ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะออทิซึมสเปกตรัม งานวิจัยจากห้องปฏิบัติการของกินตีแสดงให้เห็นว่า การกลายพันธุ์ในเซลล์ประสาทรับความรู้สึกส่วนปลายสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะไวต่อการสัมผัส ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมทางสังคมและแม้กระทั่งพัฒนาการทางสมองได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ในหนูทดลอง พบว่าการเปลี่ยนแปลงในการประมวลผลการสัมผัสในช่วงต้นของชีวิตสามารถทำนายปัญหาด้านความวิตกกังวลและทักษะทางสังคมที่จะเกิดขึ้นในภายหลังได้ (PubMed, 2024)
สำหรับครอบครัวชาวไทยที่มีลูกเป็นออทิซึม ซึ่งอาจมีปัญหากับพื้นผิวสัมผัสบางอย่าง การกิน หรือมีอาการปวดที่ไม่ทราบสาเหตุ งานวิจัยนี้อาจนำไปสู่วิธีการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการจัดการกับความทุกข์ทรมานที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสในระดับชีววิทยา แทนที่จะพึ่งพากิจกรรมบำบัดเพียงอย่างเดียว ดร. เอพริล เลวิน จากโรงพยาบาลเด็กบอสตัน อธิบายว่า “การประมวลผลการสัมผัสที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการวินิจฉัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ภาวะวิตกกังวลและสมาธิสั้น (ADHD)” เธอและเพื่อนร่วมงานกำลังพัฒนาตัวชี้วัดทางชีวภาพในสมองแบบใหม่เพื่อปรับปรุงการบำบัดและการวินิจฉัยให้ดีขึ้น ซึ่งนับเป็นข่าวดีสำหรับแพทย์และผู้ปกครองชาวไทย (Harvard Medical School)
ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีต ระบบสุขภาพและการศึกษาของไทยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการดูแลโดยใช้การสัมผัสมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น การนวดแผนไทย (นวดแผนโบราณ) ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในด้านการบำบัดแบบองค์รวม ขณะที่การดูแลเอาใจใส่ในครอบครัวไทยก็เต็มไปด้วยการสัมผัสทางกายที่อ่อนโยน ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจและส่งเสริมสุขภาพทางอารมณ์ ขนบธรรมเนียมเหล่านี้ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติกันมาช้านานในแดนสยามเมืองยิ้ม สอดคล้องกับการค้นพบทางชีววิทยา นั่นคือ การสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัสที่อบอุ่นและตอบสนอง ช่วยเร่งการเจริญเติบโตในวัยเด็ก เสริมสร้างการทำงานของสมอง และสนับสนุนความสามารถในการปรับตัวต่อความเครียด
แล้วก้าวต่อไปคืออะไร? นักวิทยาศาสตร์มองเห็นอนาคตที่ “วงจรการสัมผัส” ของร่างกายสามารถถูกทำแผนที่และปรับเปลี่ยนได้อย่างแม่นยำเหมือนกับที่เราทำได้กับการมองเห็นหรือการได้ยิน ปัจจุบัน หนูทดลองที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมช่วยให้นักวิจัยสามารถส่องให้เห็นการทำงาน หรือแม้กระทั่งหยุดการทำงาน ของเส้นทางการสัมผัสที่เฉพาะเจาะจงได้ ดังที่เดวิด กินตี กล่าวไว้ ความเป็นไปได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เพียงแต่สำหรับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบำบัดแนวใหม่ๆ เพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร และความบกพร่องในการรับรู้ความรู้สึก ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย
ในระหว่างนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนไทยให้ความสำคัญและส่งเสริมการสัมผัสที่ดีต่อสุขภาพ สำหรับพ่อแม่ การแสดงความรักทางกายอย่างสม่ำเสมอและอ่อนโยน เช่น การกอด การตบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ และการสัมผัสเพื่อปลอบโยน สามารถหล่อหลอมพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญาของเด็กได้อย่างลึกซึ้ง เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต (ดูแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กผ่านการสัมผัส) บุคลากรทางการแพทย์ควรผนวกการประเมินเรื่องการสัมผัสเข้ากับการดูแลเด็ก และนักการศึกษาสามารถใช้เครื่องมือช่วยเรียนรู้ผ่านการสัมผัสและกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการทางประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีภาวะไวต่อการสัมผัส หรือมีปัญหาในการประมวลผลทางประสาทสัมผัส ควรเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจรวมถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือคลินิกเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางประสาทวิทยาด้านการรับความรู้สึก การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับงานวิจัยของไทยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสมองและร่างกาย รวมถึงการให้ทุนสนับสนุนความร่วมมือกับผู้นำด้านประสาทวิทยาระดับโลก จะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมและปรับปรุงผลลัพธ์ทางสุขภาพให้ดีขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่อง “การสัมผัส” แสดงให้เห็นว่ามันเป็นประสาทรับรู้ที่ซับซ้อนอย่างยิ่งและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งหยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรม การดูแลสุขภาพ และการศึกษาของไทย การตระหนักและใช้ประโยชน์จากพลังของการสัมผัสอย่างเต็มที่ จะช่วยให้สังคมไทยสามารถปูทางไปสู่คนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพดีและมีความเข้มแข็งทางใจมากขึ้น