เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็กล้าเปิดอกคุยเรื่องปัญหาส่วนตัวกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพใจ แต่ยังรวมถึงประสบการณ์แย่ๆ กับคนที่ควรจะมาช่วยเยียวยาด้วยซ้ำ กระแสไวรัลล่าสุดและบทความใน BuzzFeed ที่รวบรวมเรื่องราว “นักบำบัดยอดแย่” กำลังตีแผ่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในวงการสุขภาพจิต (BuzzFeed) ประสบการณ์ตรงเหล่านี้มีตั้งแต่เคสเบาๆ อย่างนักบำบัดที่ชอบสอนทั้งที่ไม่ได้ขอ ไปจนถึงเรื่องหนักๆ ที่ละเมิดจรรยาบรรณ ทำเอาทั้งคนในวงการและคนทั่วไปต้องหันมาถามกันแล้วว่า จะมั่นใจได้ยังไงว่าการไปหาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยได้จริง ไม่ใช่ยิ่งทำร้ายใจกันเข้าไปใหญ่?

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย ในบ้านเราที่การดูแลสุขภาพจิตกำลังเติบโต แต่ก็ยังต้องสู้กับอคติในสังคมและปัญหาขาดแคนบุคลากรที่เชี่ยวชาญจริงๆ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คนไทยเข้ารับคำปรึกษามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนในเมือง (Bangkok Post) แต่ปัญหาคือคุณภาพการดูแลนั้นแตกต่างกันมาก พอเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นดังระดับโลก คนไทยที่เคยรับบริการก็เริ่มออกมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองบ้าง เรื่องราวที่ BuzzFeed รวบรวมมา รวมถึงที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียไทย สะท้อนให้เห็นว่าถึงคนจะหันมาใส่ใจสุขภาพจิตมากขึ้น แต่มาตรฐานความสัมพันธ์ระหว่างนักบำบัดกับคนรับบริการยังไว้ใจไม่ค่อยได้ หลายสิบคนเล่าว่าเจอนักบำบัดที่ไม่ใส่ใจ ชอบตัดสิน หรือมองข้ามปัญหาของพวกเขาไปเลย บางคนเจอหนักถึงขั้นถูกกดดันให้ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต หรือรู้สึกว่าเรื่องส่วนตัวไม่เป็นความลับอีกต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าผิดจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างแรง

ในระดับสากล งานวิจัยย้ำว่า “สัมพันธภาพในการบำบัด” (therapeutic alliance) หรือก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักบำบัดกับผู้รับบริการ เป็นหัวใจสำคัญที่ชี้วัดว่าการบำบัดจะสำเร็จหรือไม่ (American Psychological Association) ในทางตรงกันข้าม ถ้าความไว้วางใจนี้พังลง อาจทำให้อาการของผู้รับบริการแย่ลง หรือซ้ำร้ายกว่านั้นคือสร้างบาดแผลทางใจเพิ่มขึ้นไปอีก “นักบำบัดที่ดีจะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลัง เคารพการตัดสินใจของคุณ และเก็บความลับอยู่หมัด” ดร. ลินดา ฮิลล์ นักจิตวิทยาคลินิกผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับจริยธรรมในการบำบัด อธิบาย “สัญญาณอันตรายที่ต้องระวังคือ นักบำบัดพูดมากกว่าฟัง พยายามยัดเยียดความเชื่อส่วนตัว หรือทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม” นักบำบัดที่ไม่ดีพออาจวินิจฉัยพลาด หรือให้คำแนะนำกว้างๆ เหมือนกันหมด แทนที่จะปรับให้เข้ากับแต่ละคน ซึ่งทำลายเหตุผลที่คนมาขอความช่วยเหลือตั้งแต่แรก (PubMed) ในเคสที่รุนแรง พฤติกรรมที่ผิดจรรยาบรรณอาจเข้าข่ายการประพฤติผิดในวิชาชีพ (malpractice) ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอได้ทั้งในโลกตะวันตกและในเอเชีย

สำหรับสังคมไทย ความเสี่ยงเหล่านี้อาจยิ่งสูงขึ้นจากค่านิยมเรื่องการเคารพผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจ คนรับบริการหลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจรู้สึกไม่กล้าพอที่จะแสดงความไม่พอใจหรือขอเปลี่ยนนักบำบัด เพราะความเกรงใจหรือไม่อยากมีเรื่องมีราว สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยเองก็พยายามกระตุ้นให้คนรับบริการตรวจสอบคุณวุฒิของนักบำบัดอยู่เสมอ และกรมสุขภาพจิตก็มีแนวทางว่าการให้คำปรึกษาที่ดีและมีจริยธรรมควรเป็นอย่างไร (Thai Mental Health Department) แต่ถึงอย่างนั้น อย่างที่บทความ BuzzFeed ชี้ให้เห็น แม้แต่คนที่มีใบอนุญาตก็อาจขาดความเห็นอกเห็นใจ หรือเปลี่ยนห้องบำบัดให้กลายเป็นเวทีตัดสิน ดุด่าได้เหมือนกัน มีนักศึกษาไทยคนหนึ่งเคยทวีตเล่าว่า เธอถูกนักบำบัดตำหนิเรื่องไลฟ์สไตล์ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเรื่องราวทั่วโลกที่คนไปหาหมอเพราะอยากได้กำลังใจ แต่กลับถูกตีตราซ้ำเติม

โดยพื้นฐานทางวัฒนธรรม คนไทยอาจคุ้นเคยกับการพูดคุยเรื่องละเอียดอ่อนแบบอ้อมๆ และมักพึ่งพาการสนับสนุนจากคนรอบข้าง รวมถึงแนวคิดเรื่อง “ใจเย็นๆ” แต่เมื่อสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องที่พูดกันเปิดเผยมากขึ้น ความต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัย รับฟัง และไม่ตัดสิน ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น การยอมรับการบำบัดในสังคมกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และเรื่องราวแย่ๆ ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วก็อาจทำให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่กล้าก้าวออกมา ถ้าไม่มีกลไกป้องกันและความรับผิดชอบที่เข้มแข็งกว่านี้

มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเสนอทางป้องกันไว้หลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือการให้ความรู้แก่ผู้รับบริการ: ต้องรู้สิทธิ์ของตัวเอง ตั้งความคาดหวังให้ถูก และรู้จักสังเกต “สัญญาณอันตราย” เช่น นักบำบัดพูดเยอะเกินไป ไม่รักษาความลับ พยายามยัดเยียดความคิดตัวเอง หรือแสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสม ในทางปฏิบัติ คนไทยสามารถเช็กคุณวุฒินักบำบัดผ่านกระทรวงสาธารณสุขหรือแพทยสภา กล้าที่จะขอลองคุยดูก่อนในช่วงแรกๆ และหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเมื่อต้องการความช่วยเหลือ “ถ้าคุณรู้สึกว่าเขาไม่ฟัง หรือเอาแต่ตัดสินคุณ ไม่ใช่แค่สิทธิ์ แต่เป็นหน้าที่ของคุณเลยที่จะต้องมองหาคนอื่นที่เหมาะกว่า” นพ. สมชาย อุดมศิริ จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว “ห้องบำบัดควรให้ความรู้สึกเหมือนเป็น ‘เซฟโซน’ เสมอ”

มหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนต่างๆ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาท ทั้งจัดอบรมให้ผู้ให้คำปรึกษาด่านหน้า และสร้างแหล่งข้อมูลออนไลน์ เช่น สายด่วนที่ไม่เปิดเผยตัวตน หรือแบบประเมินตัวเองเบื้องต้น การที่ประเทศไทยพยายามสร้างความตระหนักเรื่องสุขภาพจิตอย่างจริงจังช่วงโควิด-19 รวมถึงผ่านแอปพลิเคชัน “Mental Health Check-In” (Bangkok Post) ถือเป็นก้าวที่ดี แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในสังคมนั้นต้องใช้เวลา

ท้ายที่สุด แม้เรื่องราวไวรัลจาก BuzzFeed และที่อื่นๆ จะฟังดูน่ากังวล แต่ก็มีข้อดีคือ มันช่วยปลุกให้ผู้รับบริการรู้ถึงสิทธิ์และพลังของตัวเองในความสัมพันธ์กับนักบำบัด ในขณะที่คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมองหาความช่วยเหลือ สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าการบำบัดคือการทำงานร่วมกัน และคำว่า “ไม่เป็นไร” ไม่ควรเอามาใช้กับพฤติกรรมแย่ๆ ของนักบำบัด หากคุณหรือคนรู้จักกำลังมองหาการบำบัด จงกล้าที่จะเรียกร้องสิ่งที่คุณควรได้รับ นั่นคือ ความเข้าอกเข้าใจ ความเป็นมืออาชีพ และความเมตตา

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการร้องเรียนเกี่ยวกับนักบำบัดที่ไม่เหมาะสม คนไทยสามารถติดต่อช่องทางที่เป็นทางการของกรมสุขภาพจิต หรือแพทยสภาได้ หากรู้สึกว่าเสียงของคุณไม่ถูกรับฟัง อย่าลังเลที่จะขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เพราะสุขภาพใจของคุณต้องมาก่อนเสมอ