เดี๋ยวนี้การเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ไม่ต่างอะไรกับการลงสนามรบทางการตลาดพอๆ กับไปซื้อของเข้าบ้านนั่นแหละ คำโฆษณาอย่าง “ดีต่อสุขภาพหัวใจ” “โปรตีนสูง” หรือ “คาร์โบไฮเดรตต่ำ” แปะหราอยู่บนสินค้าแทบทุกอย่าง ตั้งแต่โยเกิร์ตไปจนถึงกราโนล่าบาร์ เห็นแล้วคนไทยสายสุขภาพอาจจะรู้สึกอุ่นใจกับของที่เลือก แต่ผลวิจัยล่าสุดกับการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า คำอวดอ้างสรรพคุณเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการขายมากกว่าคุณภาพจริงๆ ชวนให้ทั้งผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาคิดทบทวนกันใหม่ว่าอาหารแปรรูปที่เรากินๆ กันอยู่นั้น มันดีต่อสุขภาพจริงหรือเปล่า (Yahoo Lifestyle, 2025)

แล้วเรื่องนี้มันสำคัญกับคนไทยยังไง? ก็เพราะตอนนี้บ้านเรากำลังเจอปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับเรื่องกินๆ ดื่มๆ หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ทั้งอัตราโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจหลอดเลือดที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นเทรนด์เดียวกับที่เห็นในเอเชีย พอคนไทยหันมากินอาหารตามกระแสมากขึ้น พึ่งพาอาหารแปรรูปกับอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น กลยุทธ์การตลาดของบริษัทอาหารต่างๆ ก็เลยส่งผลกระทบเต็มๆ กับความพยายามดูแลสุขภาพของคนในประเทศ สำหรับนักช้อปที่ตั้งใจจะเลือกซื้อแต่ “ของดีมีประโยชน์” ฉลากพวกนี้อาจทำเราสับสน เข้าใจผิด และบางทีก็อาจเป็นอันตรายได้ ถ้ามันซ่อนส่วนผสมที่ไม่ดีต่อสุขภาพไว้เบื้องหลังคำโฆษณาชวนเชื่อสวยหรู

ผู้เชี่ยวชาญเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า “nutriwashing” หรือ “healthwashing” (อาจแปลได้ว่า “การฟอกเขียวทางโภชนาการ” หรือ “การสร้างภาพลักษณ์สุขภาพดีจอมปลอม”) ซึ่งก็คือการใช้คำโฆษณาที่ยังไม่มีเกณฑ์ควบคุมชัดเจน เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ดูดีต่อสุขภาพเกินจริง ลินด์เซย์ มาโลน นักกำหนดอาหารและอาจารย์ด้านโภชนาการจาก Case Western Reserve University บอกว่า “คำอ้างพวกนี้มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค เพราะมันสร้างภาพลวงตาว่าเป็นอาหารสุขภาพ ทำให้คนซื้อเลือกสินค้าที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพ ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจยังเป็นอาหารแปรรูปสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำอยู่ดี” ตัวอย่างเช่น ซีเรียลที่แปะป้ายว่า “ดีต่อสุขภาพหัวใจ” อาจจะยังหวานเจี๊ยบ โยเกิร์ต “โปรตีนสูง” ก็อาจอัดแน่นไปด้วยสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ส่วนขนมที่โฆษณาว่าใช้ “ผลไม้แท้” รสชาติที่ได้อาจมาจากสารสังเคราะห์มากกว่า (Yahoo Lifestyle)

อีกตัวอย่างที่เจอบ่อยทั้งในอเมริกาและกำลังมาแรงในไทย คือการใช้คำว่า “ธรรมชาติ” (natural) ฟังดูดีน่าเชื่อถือ แต่มาโลนอธิบายว่าคำนี้ส่วนใหญ่แทบไม่มีการควบคุม และอาจหมายรวมถึงส่วนผสมที่ผ่านการแปรรูป สารปรุงแต่งสังเคราะห์ หรือแม้แต่น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง (high fructose corn syrup) ก็ได้ การตบตานี้ยังรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนขนาดบริโภคต่อหน่วย เพื่อให้ข้อมูลโภชนาการดู “ดีต่อสุขภาพ” มากขึ้น เช่น การที่กฎหมายยอมให้โฆษณาสินค้าว่า “ปลอดไขมันทรานส์” ได้ ตราบใดที่ในหนึ่งหน่วยบริโภคมีไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัม ทั้งที่เวลาเรากินจริงอาจจะกินมากกว่านั้นเยอะ ช่องโหว่นี้หลอกคนที่ชอบใช้ครีมเทียมหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในปริมาณที่มากกว่าที่ฉลากระบุไว้ได้ง่ายๆ เลย (Yahoo Lifestyle)

ทั่วโลก หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มหันมาจัดการกับคำกล่าวอ้างที่ชวนเข้าใจผิดเหล่านี้อย่างจริงจังมากขึ้น ในสหรัฐฯ คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) และองค์การอาหารและยา (FDA) ได้แบ่งประเภทคำกล่าวอ้างไว้ดังนี้: “การกล่าวอ้างทางสุขภาพ” (health claims) (เช่น “ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ”) ต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน, “การกล่าวอ้างปริมาณสารอาหาร” (nutrient content claims) (เช่น “โปรตีนสูง”) ต้องเข้าเกณฑ์ที่กำหนด, และ “การกล่าวอ้างเกี่ยวกับโครงสร้าง/หน้าที่” (structure/function claims) (เช่น “ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ”) ต้องแจ้งให้ทราบหาก FDA ยังไม่ได้ประเมินข้อความนั้น (FDA 2024 update) การดำเนินการทางกฎหมายก็เริ่มเข้มข้นขึ้น บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งกำลังโดนฟ้อง เช่น Kellogg’s ยอมความกับ FTC หลังอ้างสรรพคุณซีเรียลสำหรับเด็กเกินจริงโดยไม่มีหลักฐาน ส่วน Kraft Heinz ก็กำลังสู้คดีแบบกลุ่มเรื่องการติดฉลากเครื่องดื่ม Capri Sun ว่าใช้ “ส่วนผสมจากธรรมชาติทั้งหมด”

ประเทศไทยเองก็กำลังปรับปรุงแนวทางเช่นกัน โดยเข้าร่วมกับเทรนด์โลกที่ต้องการให้ฉลากอาหารซื่อสัตย์และชัดเจนมากขึ้น ประกาศล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ได้กำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการอ้างสรรพคุณบนบรรจุภัณฑ์ รวมถึงต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน และมีคำจำกัดความที่ชัดเจนขึ้นสำหรับคำต่างๆ เช่น “ควรบริโภคก่อน” และการกล่าวอ้างทางสุขภาพที่ได้รับอนุญาต (ข่าว อย. ไทย, Tilleke & Gibbins, 2024) นอกจากนี้ ไทยยังกำลังทำบัญชีรายชื่อการกล่าวอ้างทางสุขภาพที่ได้รับอนุมัติ (positive list) เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนถึงยุคใหม่ของการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น (อย. ประเทศไทย, 2024)

อย่างไรก็ตาม ถึงกฎระเบียบจะเข้มงวดขึ้น แต่การตลาดสุดครีเอทีฟก็มักจะหาช่องทางไปได้เสมอ นักวิชาการเตือนว่าอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed foods) ที่เต็มไปด้วยสารกันบูด น้ำตาล เกลือ หรือสีสังเคราะห์ ยังคงถูกหยิบมาทำการตลาดว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ในโลกตะวันตก แต่รวมถึงตลาดอาเซียน ซึ่งก็รวมประเทศไทยอยู่ด้วย (Frontiers Public Health) งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2024 ชี้ว่า คำกล่าวอ้างทางสุขภาพยังคงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้บริโภค ซึ่งบางครั้งก็อาจสวนทางกับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเอง (Wiley, 2024) คนไทยยังมีแนวโน้มจะมองว่าคำอ้างบางอย่าง เช่น “ออร์แกนิก” หรือ “ปลอดจีเอ็มโอ” (non-GMO) มีความหมายเท่ากับประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ทั้งที่บ่อยครั้ง คำเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนคุณค่าทางโภชนาการที่แท้จริงหรือวิธีการแปรรูปที่เกี่ยวข้องเลย (ดูเพิ่มเติม Wikipedia)

แม้ว่าวัฒนธรรมอาหารไทยจะภูมิใจในอาหารที่อุดมสมบูรณ์ หลากหลาย และ (ถ้าทำกินเองที่บ้าน) ก็มักจะดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว นึกถึงส้มตำ ปลาเผา หรือข้าวสวยร้อนๆ กับผักสดๆ แต่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและวัฒนธรรมการช้อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ คำแนะนำแบบไทยๆ ที่ว่าให้กินอาหารปรุงสดใหม่ เลือกของที่ “แม่ปลูกเอง” หรือไปซื้อของสดที่ตลาดเช้า ก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ นั่นคือ: พยายามซื้ออาหารที่มีส่วนประกอบเดียว (single-ingredient foods) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “อาหารที่ดีที่สุดส่วนใหญ่มักไม่มีคำโฆษณาทางการตลาดแปะอยู่เลย” มาโลนกล่าว “คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งถอดรหัสฉลากกล้วยหรือมันเทศ คุณก็รู้ว่ามันคืออะไรและรู้ว่ามันดีต่อสุขภาพของคุณ”

สำหรับบริบทของคนไทย คำแนะนำนี้ถือว่าเข้าท่ามากๆ การเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูงแล้วหันมาใช้วัตถุดิบสดใหม่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของชาติเราอยู่แล้ว ซึ่ง “อาหารบ้านๆ” (อาหารง่ายๆ สไตล์ท้องถิ่น) ก็ได้รับการยอมรับทั้งเรื่องรสชาติและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาหารแปรรูปเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกล่องข้าวกลางวันของคนไทย หรือบนโต๊ะอาหาร ก็จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง การอ่านรายการส่วนผสมให้ละเอียด การเมินคำโฆษณาหรูหราหน้ากล่อง และการคอยสังเกตส่วนผสมที่ต้องระวัง (หรือ “red flag” ingredients) เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง, น้ำมันเติมไฮโดรเจน (hydrogenated oils), สีสังเคราะห์ (อย่าง สีแดง 40 (Red 40) และสีเหลือง 5 (Yellow 5)) สามารถช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อได้ (Yahoo Lifestyle) การเช็คขนาดบริโภคที่แท้จริงต่อหน่วย และการทำความเข้าใจว่าคำว่า “ปราศจากน้ำตาล” (sugar-free) บ่อยครั้งหมายถึง “อัดแน่นด้วยสารให้ความหวานแทนน้ำตาล” จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเองและครอบครัวได้

เมื่อมองไปข้างหน้า กฎหมายฉลากอาหารใหม่ของไทย ควบคู่ไปกับความตื่นตัวของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของการตลาดอาหารที่ซื่อสัตย์กว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ด่านสุดท้ายในการป้องกันตัวเองก็คือตัวผู้บริโภคเอง ในขณะที่บริษัทอาหารต่างๆ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดอยู่เสมอ คนซื้อก็ต้องหมั่นตั้งคำถามและติดตามข้อมูลข่าวสารให้ทัน บางทีคำแนะนำที่ดีที่สุดอาจมาจากนักเขียนด้านอาหารชื่อดัง ไมเคิล พอลแลน ที่เคยกล่าวไว้ว่า: “อย่ากินอะไรที่ยายทวดของคุณไม่รู้จักว่ามันคืออาหาร” ในบริบทแบบไทยๆ นั่นก็หมายถึงการเลือกกินอาหารที่ใช้วัตถุดิบง่ายๆ คุ้นเคย เช่น ข้าวสักจานกับปลาเผา แทนที่จะเป็น “โปรตีนบาร์” ที่มีส่วนผสมยาวเป็นหางว่าวถึง 27 อย่าง

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อความที่เราอยากสื่อสารนั้นชัดเจน: ปกป้องสุขภาพของคุณด้วยการมองข้ามคำอวดอ้างสวยหรูหน้ากล่อง แล้วหันไปใส่ใจข้อมูลด้านหลังแทน อ่านฉลากโภชนาการ ทำความคุ้นเคยกับชื่อสารปรุงแต่งทั่วไป น้ำตาล และส่วนผสมสังเคราะห์ต่างๆ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เลือกซื้อผักผลไม้สดในท้องถิ่นเมื่อมีโอกาส เช่น อุดหนุนเกษตรกรที่เชียงใหม่หรือจันทบุรี นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้วยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย และสำหรับอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารบรรจุหีบห่อ ให้สงสัยคำสัญญาทางการตลาดไว้ก่อน และติดอาวุธให้ตัวเองด้วยความรู้ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมกับการก้าวสู่ความทันสมัย การรู้เท่าทันสิ่งที่เรากินเข้าไปอาจเป็นนิสัยที่ “ดีต่อสุขภาพหัวใจ” ที่สุดอย่างแท้จริงก็เป็นได้

แหล่งข้อมูล:

  1. บทความ Yahoo Lifestyle
  2. อัปเดตกฎการติดฉลาก “ดีต่อสุขภาพ” ของ FDA ปี 2024
  3. Tilleke & Gibbins: อัปเดตข้อกำหนดฉลากอาหารของไทย
  4. อย. ไทย สนับสนุนการกล่าวอ้างทางสุขภาพ
  5. Frontiers in Public Health: การกล่าวอ้างทางสุขภาพบนอาหารฟังก์ชัน
  6. Wiley: ความน่าเชื่อถือของคำกล่าวอ้างทางโภชนาการและสุขภาพ
  7. Wikipedia: การกล่าวอ้างทางสุขภาพบนบรรจุภัณฑ์อาหาร