มีงานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดพบความเชื่อมโยงระหว่างไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในน้ำมันปรุงอาหารที่เราใช้กันทุกวัน กับการเติบโตของมะเร็งเต้านมชนิดที่รุนแรง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative (TNBC) ที่ขึ้นชื่อว่าดุและรักษายาก อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชั้นนำได้ออกมาเตือนผู้บริโภคชาวไทยว่าอย่าเพิ่งตกใจรีบทิ้งน้ำมันขวดโปรดไปทันที โดยเน้นว่าต้องดูบริบทโดยรวมและเรื่องความสมดุลของอาหารเป็นหลัก ไม่ใช่ตื่นตระหนกหรือปรับเปลี่ยนการกินแบบปุบปับ ผลการวิจัยนี้ ซึ่งตีพิมพ์โดยทีมวิจัยจาก Weill Cornell Medicine ในนิวยอร์ก และเพิ่งมีบทความสรุปใน The Conversation (แหล่งที่มา) ได้กลายเป็นประเด็นที่พูดคุยกันอย่างกว้างขวางทั้งในวงการแพทย์ระดับโลกและในแวดวงสุขภาพของไทย

ครัวไทยเราคุ้นเคยกับการใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันข้าวโพดมานานหลายสิบปี เพื่อทำเมนูยอดฮิตอย่างผัดไทย หรือผัดผักต่างๆ น้ำมันเหล่านี้อุดมไปด้วยกรดไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 ชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นที่จับตามอง การศึกษาจากนิวยอร์กเผยว่ากรดไลโนเลอิกสามารถไปกระตุ้นกลไกในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิด TNBC โดยตรง ซึ่งมะเร็งชนิดนี้ถือว่าดุและรักษายากที่สุด พบราว 15% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมดทั่วโลก จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่าเมื่อกรดไลโนเลอิกจับกับโปรตีนชื่อ FABP5 มันจะไปกระตุ้นเส้นทาง mTORC1 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตและเมแทบอลิซึมของเซลล์ ส่งผลให้เนื้องอกมะเร็งโตเร็วขึ้น นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่าผู้ป่วย TNBC มีระดับโปรตีน FABP5 และกรดไลโนเลอิกในเลือดสูงกว่าคนปกติด้วย

ดร. จอห์น เบลนิส (Dr. John Blenis) หัวหน้าทีมวิจัยอาวุโส อธิบายว่า “การค้นพบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างไขมันในอาหารกับมะเร็งชัดเจนขึ้น และชี้ให้เห็นแนวทางว่าผู้ป่วยกลุ่มไหนน่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคำแนะนำทางโภชนาการที่ออกแบบมาเฉพาะ” เขากล่าวเสริมว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่มะเร็งเต้านม แต่อาจรวมถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

สำหรับคนไทย ข่าวนี้ถือว่าสำคัญไม่น้อย เพราะมะเร็งเต้านมยังคงเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตจากมะเร็งในผู้หญิงไทย (แหล่งที่มา) และด้วยความที่น้ำมันกลุ่มนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการทำอาหารไทยในชีวิตประจำวัน หลายครอบครัวอาจรู้สึกกังวลหรือสับสนว่าจะปรับการทำอาหารอย่างไรดี อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าต้องใช้วิจารณญาณและมองภาพรวม เพราะถึงอย่างไร กรดไลโนเลอิกก็จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการเพื่อการทำงานต่างๆ เช่น บำรุงผิวหนังให้แข็งแรง รักษาโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ และควบคุมการอักเสบ แต่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวกรดไขมันเอง แต่อยู่ที่สัดส่วนที่ไม่สมดุล อาหารยุคใหม่—ทั้งในโลกตะวันตกและสังคมเมืองของไทยที่เปลี่ยนไป—มักจะเน้นการบริโภคน้ำมันแปรรูปและน้ำมันจากเมล็ดพืชที่อุดมด้วยโอเมก้า 6 มากเกินไป ขณะเดียวกันก็กินไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในปลา เมล็ดแฟลกซ์ และวอลนัทน้อยลง ความไม่สมดุลนี้อาจส่งเสริมให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทราบกันดีของหลายโรค รวมถึงมะเร็งบางชนิดด้วย (แหล่งที่มา)

หัวใจสำคัญที่บทความเน้นย้ำคือ งานวิจัยใหม่นี้ชี้ให้เห็นกลไกที่เป็นไปได้ว่ากรดไลโนเลอิกอาจกระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง ภายใต้เงื่อนไขทางชีวภาพบางอย่างเท่านั้น—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีทั้งกรดไขมันนี้และโปรตีน FABP5 ในระดับสูงพร้อมๆ กัน การศึกษาขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้ รวมถึงการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ในปี 2023 ซึ่งรวบรวมข้อมูลผู้หญิงกว่า 350,000 คน ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการบริโภคกรดไลโนเลอิกกับความเสี่ยงโดยรวมของการเป็นมะเร็งเต้านมในประชากรทั่วไป (แหล่งที่มา) อันที่จริงแล้ว งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์บางชิ้นถึงกับชี้ให้เห็นว่าอาจมีผลดีในการป้องกันด้วยซ้ำ

ผลวิจัยที่ดูขัดแย้งกันนี้สะท้อนความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์โภชนาการ และเป็นเหตุผลว่าทำไมคำแนะนำด้านสุขภาพระดับประเทศจึงไม่ควรอิงจากงานวิจัยเพียงชิ้นเดียว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิรภิญโญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ย้ำเตือนว่า “เราต้องมองภาพรวมทั้งหมด ทั้งพันธุกรรม อาหารโดยรวม วิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่มองแค่ส่วนประกอบเดียว สำหรับคนไทยทั่วไป การกินอาหารที่สมดุลและหลากหลายยังคงเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี”

องค์กรระดับโลกที่น่าเชื่อถือ เช่น กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund) ยังคงให้คำแนะนำว่าการบริโภคน้ำมันพืชในปริมาณที่พอเหมาะนั้นปลอดภัย และชี้ว่าโรคอ้วนต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากอาหารที่ทำให้เกิดมะเร็ง ไม่ใช่ไขมันชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ (แหล่งที่มา) ในบริบทของไทย ผลสำรวจในประเทศชี้ว่าอัตราโรคอ้วนและภาวะเมแทบอลิกซินโดรมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในคนเมือง ซึ่งพึ่งพาอาหารแปรรูป อาหารนอกบ้าน และอาหารสะดวกซื้อกันมากขึ้น (แหล่งที่มา) นักโภชนาการแนะนำว่า แทนที่จะกังวลเรื่องน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่ง คนไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับภาพรวมที่ใหญ่กว่า คือ ลดการบริโภคอาหารแปรรูปสูง (ultra-processed food) เพิ่มผักและผลไม้สด และเลือกแหล่งไขมันดีให้หลากหลายขึ้นเพื่อเพิ่มโอเมก้า 3 เช่น จากปลาทู ปลาซาร์ดีน และถั่วเปลือกแข็งต่างๆ ที่หาได้ในบ้านเรา

หากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าอาหารการกินของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่เดิมครัวไทยมักใช้น้ำมันมะพร้าว (ซึ่งอุดมด้วยไขมันอิ่มตัว) น้ำมันหมู และมันหมู ควบคู่ไปกับการกินผัก ปลา และสมุนไพรมากมาย แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อิทธิพลจากตะวันตกและเกษตรอุตสาหกรรม ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป หันมาใช้น้ำมันจากเมล็ดพืชราคาถูกและอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน และมะเร็งบางชนิด (แหล่งที่มา)

แล้วก้าวต่อไปคืออะไร? ผู้เขียนงานวิจัยจากนิวยอร์กหวังว่าการค้นพบของพวกเขาจะกระตุ้นให้มีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อปรับคำแนะนำด้านอาหารให้เหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น—อาจถึงขั้นปรับคำแนะนำให้เข้ากับพันธุกรรม ชนิดย่อยของมะเร็ง หรือตัวชี้วัดทางเมแทบอลิซึมของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีระดับโปรตีน FABP5 สูง นักโภชนาการอาจแนะนำให้จำกัดการบริโภคกรดไลโนเลอิกพร้อมกับเพิ่มโอเมก้า 3 ส่วนสำหรับคนทั่วไป หลักการพื้นฐานเรื่องการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณพอเหมาะ ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญเสมอ

โดยสรุปแล้ว สิ่งที่คนไทยควรตระหนักจึงไม่ใช่การกลัวน้ำมันถั่วเหลืองหรือน้ำมันดอกทานตะวันทุกขวด แต่คือการให้ความสำคัญกับความหลากหลาย การกินแต่พอดี และคุณภาพของอาหารโดยรวม การเลือกใช้น้ำมันที่ผ่านการแปรรูปน้อยลง เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือหันมาใช้น้ำมันมะกอกสำหรับทำน้ำสลัด ก็อาจช่วยปรับสมดุลการได้รับโอเมก้า 6 ได้ การเพิ่มผักสด ปลา และถั่วเปลือกแข็งแบบไทยๆ ในมื้ออาหาร ควบคู่ไปกับการลดขนมขบเคี้ยวหรือของทอดสำเร็จรูป สามารถช่วยป้องกันโรคได้หลากหลาย รวมถึงมะเร็งเต้านมชนิดดุร้ายด้วย

ดังที่ ดร. จัสติน สเต็บบิ้ง (Dr. Justin Stebbing) ผู้เขียนบทความสรุปงานวิจัยต้นฉบับ กล่าวไว้ว่า: “แม้บทบาทของกรดไลโนเลอิกในมะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative จะเป็นการค้นพบที่สำคัญ แต่มันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพปริศนาที่ใหญ่กว่ามาก อาหารที่สมดุลและเน้นอาหารจากธรรมชาติยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันมะเร็ง และเป็นกลยุทธ์ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้” (แหล่งที่มา)

คำแนะนำง่ายๆ สำหรับผู้อ่านชาวไทย: ยังคงใช้น้ำมันปรุงอาหารต่างๆ ได้ในปริมาณที่พอเหมาะ เลือกใช้น้ำมันให้หลากหลาย และกินผักสด ผลไม้ ปลา และถั่วต่างๆ ให้มากขึ้น ใครที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะบุคคล ที่สำคัญที่สุดคือ หัวใจหลักอยู่ที่การเน้นอาหารจากธรรมชาติ เลี่ยงอาหารแปรรูป เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สมาคมมะเร็งแห่งประเทศไทย (แหล่งที่มา), กองทุนวิจัยมะเร็งโลก (แหล่งที่มา), และสถานพยาบาลใกล้บ้านท่าน