ภัยเงียบของโรคโปลิโอ ที่ครั้งหนึ่งเกือบจะถูกกวาดล้างให้หมดไปจากโลก กำลังกลับมาเป็นที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังมีรายงานใหม่ในปี 2568 เผยยอดผู้ป่วยที่พุ่งพรวดน่าห่วงในอัฟกานิสถานและปากีสถาน1 ซ้ำเติมด้วยปัญหาความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ติดขัด บวกกับความไม่เชื่อมั่นเรื่องวัคซีน สำหรับคนไทยเรา สถานการณ์เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยดังๆ ว่า: แม้แต่โรคที่คิดว่า “เอาอยู่” แล้ว ก็สามารถกลับมาได้ หากเราการ์ดตกเรื่องการเฝ้าระวังทางสาธารณสุข นับเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันและรับมือโรคระบาดในบ้านเรา

แม้จะทุ่มทุนมหาศาลจากนานาชาติและพยายามรณรงค์ในระดับท้องถิ่นมานานหลายสิบปี โรคโปลิโอก็ยังไม่เคยถูกกวาดล้างให้หมดไปจากโลกได้อย่างแท้จริง คำเตือนล่าสุดจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพุ่งเป้าไปที่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงในปากีสถานและอัฟกานิสถาน สองประเทศสุดท้ายที่ยังคงมีการระบาดของเชื้อไวรัสโปลิโอสายพันธุ์ดั้งเดิม (เชื้อตามธรรมชาติ)2, 3 ในปี 2567 ปากีสถานพบผู้ป่วยพุ่งพรวดถึง 74 ราย ขณะที่อัฟกานิสถานรายงานพบผู้ติดเชื้อ 24 ราย สะท้อนปัญหาทั้งเรื่องการทำงานในพื้นที่และอุปสรรคที่ทำให้ฉีดวัคซีนได้ไม่ทั่วถึง1 แม้ตัวเลขเหล่านี้จะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับหลักหมื่นรายในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ก็ถือเป็นสถานการณ์ถอยหลังเข้าคลองที่น่าห่วง ในปี 2568 นี้ ปากีสถานพบผู้ป่วยแล้ว 6 ราย และอัฟกานิสถาน 1 ราย ชี้ว่าเชื้อไวรัสยังคงเล็ดลอดเข้าไปแพร่ระบาดในกลุ่มเสี่ยงได้อยู่

การที่โรคโปลิโอยังคงฝังตัวอยู่ในประเทศเหล่านี้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเน้นย้ำ นิโคลัส เอ็นริช รักษาการผู้ช่วยผู้บริหารด้านสุขภาพโลกของ USAID เตือนในบันทึกภายในว่า หากการตัดลดความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ไม่รีบแก้ไข อาจทำให้เกิดผู้ป่วยโปลิโอรายใหม่ที่ต้องกลายเป็นอัมพาตถึงปีละ 200,000 ราย และในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด อาจมีผู้ติดเชื้อสะสมหลายร้อยล้านคน1 ดร.ทีโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ตอกย้ำความกังวลนี้ โดยระบุว่า “การตัดงบสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างปุบปับ กำลังกระทบความพยายามกวาดล้างโปลิโอ” ทั่วโลกด้วย

ความกังวลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน: การเฝ้าระวังทางสิ่งแวดล้อมตรวจเจอเชื้อไวรัสโปลิโอสายพันธุ์ดั้งเดิมในตัวอย่างน้ำเสียในพื้นที่ห่างไกลจากจุดระบาดหลัก รวมถึงเมืองใหญ่ๆ ในยุโรป4 สะท้อนความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่ไปทั่วโลกที่ทุกวันนี้เชื่อมถึงกันหมด แม้แต่ประเทศอย่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็น “พื้นที่ปลอดโปลิโอ” มานานหลายทศวรรษ ก็ยังถูกย้ำเตือนให้รักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงปรี๊ดเข้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสกลับมาระบาดอีก ท่ามกลางกระแสความไม่ไว้ใจวัคซีนที่เพิ่มขึ้น และอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง5

สำหรับคนไทย การทำความเข้าใจต้นตอของการกลับมาระบาดครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในปากีสถานและอัฟกานิสถาน ปัจจัยผสมโรงที่เลวร้าย ทั้งความลังเลที่จะฉีดวัคซีน ข่าวปลอม อุปสรรคการขนส่ง และความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้เด็กๆ หลายล้านคนไม่ได้รับวัคซีนครบโดส ในบางชุมชน ความเชื่อผิดๆ ที่ว่าวัคซีนทำให้เป็นหมัน หรือเป็นแผนร้ายของชาติตะวันตก ยังคงฝังรากลึก ยิ่งถูกโหมกระพือจากเหตุการณ์อย่างกรณี CIA ใช้โครงการฉีดวัคซีนบังหน้าเพื่อตามล่าโอซามา บิน ลาเดน เมื่อปี 25541 ในชุมชนอื่นๆ ความเบื่อหน่ายที่ต้องฉีดวัคซีนซ้ำๆ การสั่งห้ามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหญิงทำงาน (โดยเฉพาะในอัฟกานิสถานหลังตาลีบันยึดอำนาจปี 2564) และความรุนแรงที่ยังเกิดกับบุคลากรการแพทย์อยู่เรื่อยๆ ได้สร้างช่องโหว่ทางภูมิคุ้มกันที่อันตราย6

ตัวอย่างที่น่าสลดใจคือเรื่องของ อุสมาน อาลี เด็กชายชาวปากีสถานวัย 2 ขวบจากแคว้นบาโลจิสถาน ที่ป่วยเป็นโปลิโอหลังจากครอบครัวของเขา ซึ่งกลัวผลข้างเคียงของวัคซีน เลี่ยงไม่ฉีดวัคซีน แต่กลับบอกให้เจ้าหน้าที่ช่วยแต้มหมึกที่นิ้วให้ เพื่อหลอกว่าฉีดแล้ว ซึ่งเป็นวิธีตบตาที่ทำกันบ่อยๆ เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ อาการอัมพาตบางส่วนของหนูน้อย คือผลลัพธ์โดยตรงที่เกิดจากการพลาดวัคซีนครั้งนั้น1 แคว้นบาโลจิสถานและบางพื้นที่ทางใต้ของปากีสถานมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด บางพื้นที่มีเด็กแค่ 84% เท่านั้นที่ได้วัคซีนชนิดฉีดตามเกณฑ์ ส่วนวัคซีนชนิดหยอด ที่ใช้ง่ายกว่าแต่ประสิทธิภาพด้อยกว่าในการหยุดเชื้อแบบเบ็ดเสร็จนั้น มีการให้ที่แพร่หลายกว่า แต่ก็ยังเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึงสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในชุมชนห่างไกล กลุ่มคนที่ย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ หรือชุมชนที่เดือดร้อนจากความขัดแย้ง

เรื่องราวในอัฟกานิสถานก็น่าเศร้าไม่ต่างกัน การที่ตาลีบันสั่งยกเลิกการรณรงค์ฉีดวัคซีนแบบเคาะประตูบ้านในเดือนสิงหาคม 2567 แล้วเปลี่ยนไปให้บริการที่มัสยิดแทน ทำให้หลายครอบครัวเข้าไม่ถึงวัคซีน โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงถูกจำกัดการเดินทางอย่างเข้มงวด การเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ได้ทำลายความสำเร็จที่อุตส่าห์สร้างมา และทำให้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในความเสี่ยง “ผู้หญิงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรณรงค์เหล่านี้” เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวอัฟกันคนหนึ่งอธิบาย “เพราะในประเทศที่เคร่งครัดอย่างอัฟกานิสถาน ครอบครัวที่มีผู้หญิงและเด็กจะเปิดรับเจ้าหน้าที่หญิงมากกว่า… ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่หญิง เด็กๆ จำนวนมากก็จะตกหล่นไป”1

ทุกวันนี้ ประเทศไทยถือว่าปลอดจากโปลิโอจากเชื้อประจำถิ่นแล้ว ต้องขอบคุณการให้วัคซีนที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งผ่านโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ (Expanded Program on Immunization - EPI) ที่ฉีดวัคซีนโปลิโอทั้งแบบหยอดและแบบฉีดซ้ำหลายเข็มให้เด็กไทยทุกคน7, 8 ผู้ป่วยโปลิโอจากเชื้อตามธรรมชาติรายสุดท้ายที่ยืนยันในไทยคือเมื่อปี 2540 ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและการยอมรับวัคซีนในระดับสูงของบ้านเรา อัตราการฉีดวัคซีนโปลิโอตามเกณฑ์ในเด็กไทยยังคงสูงกว่า 95% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80% ที่ปกติถือว่าเพียงพอสำหรับภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศเสี่ยงปานกลาง แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็แย้งว่าในพื้นที่แออัดและสุขอนามัยไม่ดี อย่างที่เห็นในเอเชียใต้ ต้องมีอัตราสูงกว่านั้นอีก1

อย่างไรก็ดี การกลับมาระบาดในปากีสถานและอัฟกานิสถานตอนนี้ ก็ส่งผลกระทบถึงไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างแรกคือ มีโอกาสเสมอที่จะมีเคสนำเข้าจากต่างประเทศ จากการเดินทางระหว่างประเทศ การย้ายถิ่นของแรงงาน และการเคลื่อนย้ายของผู้คนข้ามแดน เมื่อปี 2565 ทวีปแอฟริกาก็เจอการระบาดระลอกใหม่ของโปลิโอชนิดกลายพันธุ์จากวัคซีน (vaccine-derived polio) ซึ่งเกี่ยวโยงกับช่องว่างในการให้วัคซีนช่วงที่โควิด-19 ระบาด เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่ประเทศที่คิดว่า ‘ปลอดภัย’ แล้ว ก็ประมาทการเฝ้าระวังไม่ได้2, 3 อย่างที่สอง ประสบการณ์ตรงของไทยเรื่องความลังเลในการฉีดวัคซีน ที่เห็นชัดช่วงฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของประชาชนนั้นเปราะบางและลดฮวบได้ง่ายๆ เมื่อเจอกับข่าวลือหรือข่าวปลอม9

ประชากรที่หลากหลายของไทย รวมถึงพี่น้องแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งบางประเทศอัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำและมีโปลิโอชนิดกลายพันธุ์จากวัคซีนระบาดเป็นครั้งคราว ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สาธารณสุขไทยได้จัดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนเชิงรุกเก็บตก (catch-up campaigns) ให้กับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ รวมถึงการฉีดวัคซีนฟรีให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติและผู้ที่ไม่มีสัญชาติ การสานต่อโครงการเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่องว่างเพียงนิดเดียวก็อาจทำลายสถานะปลอดโปลิโอของไทยลงได้ในพริบตา

ในภาพรวม การกลับมาระบาดของโปลิโอยิ่งตอกย้ำว่าระบบสาธารณสุขทั่วโลกเชื่อมโยงกัน ดังที่ ดร. ฮามิด จาฟารี จากโครงการโปลิโอของ WHO อธิบายว่า “โปลิโอเป็นโรคที่มักจะระบาดเป็นพักๆ หมายความว่าถ้าคุณหยุดการแพร่เชื้อไม่ได้ มันก็จะกลับมาระบาดใหม่ทุกๆ สองสามปี” ไม่เหมือนไข้ทรพิษ ที่ถูกกำจัดจนสิ้นซากและควบคุมได้แล้ว ความสามารถของโปลิโอที่แพร่เชื้อแบบเงียบๆ ผ่านคนติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ บวกกับความอึดทนของมันในสภาพแวดล้อมที่สุขอนามัยไม่ดี ทำให้มันเป็นภัยคุกคามอยู่ตลอดเวลา1

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพย้ำว่า สัญญาณการกลับมาของโปลิโอเกิดขึ้นพร้อมๆ กับแนวโน้มเรื่องวัคซีนอื่นๆ ทั่วโลกที่น่าเป็นห่วง โรคหัดระบาดหนักขึ้นในยุโรปและอเมริกา เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองละเลยการฉีดวัคซีนสำคัญ และยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า ไข้ทรพิษ ที่เคยคิดว่าหมดไปแล้ว อาจกลับมาได้ตามทฤษฎี หากอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกันลดลงฮวบฮาบ5, 10 “นี่คือสัญญาณเตือนภัยสำหรับยุโรป” หนังสือพิมพ์ The Irish Times เขียนตอบโต้หลังตรวจเจอไวรัสโปลิโอในน้ำเสียตามเมืองต่างๆ โดยระบุว่า “ช่องว่างใดๆ ในการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม อาจทำให้โรคหวนกลับมาระบาดได้”4

ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านสาธารณสุขที่เรามีอยู่ เพื่อเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยสถานการณ์เหล่านั้นได้ การให้ความรู้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น ต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางและชายขอบ ดังที่เห็นจากกรณีการระบาดที่เล่ามาก่อนหน้านี้ การรับมือกับความเบื่อหน่ายเรื่องวัคซีน การสู้กับข่าวปลอมโดยอาศัยกระบอกเสียงที่น่าเชื่อถือในท้องถิ่น (เช่น ผู้นำศาสนา ผู้หลักผู้ใหญ่ที่คนนับถือ) และการทำให้แน่ใจว่าบุคลากรการแพทย์เข้าถึงชุมชนที่ห่างไกลที่สุดได้ ทั้งหมดนี้มีบทบาทสำคัญ

ความเชื่อมโยงระหว่างเงินทุนจากทั่วโลกกับการควบคุมโปลิโอ ที่เห็นได้ชัดจากการตัดงบช่วยเหลือปุบปับของ USAID ยิ่งตอกย้ำว่าผู้กำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ระบบสาธารณสุขของเราเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ แทนที่จะพึ่งพาแต่พันธมิตรต่างชาติอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ความสำเร็จในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของไทยพิสูจน์แล้วว่าขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นทางการเมือง ดังภาษิตไทยที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้”

เมื่อมองไปข้างหน้า การเฝ้าระวังคือกุญแจสำคัญ การเฝ้าระวังอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน (Acute Flaccid Paralysis - AFP) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโปลิโอ ต้องดูแลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การตรวจน้ำเสีย ซึ่งช่วยให้ตรวจเจอไวรัสในยุโรปก่อนจะพบผู้ป่วยจริง อาจขยายไปใช้ในพื้นที่เสี่ยงสูงตามเมืองใหญ่ๆ ของไทยได้ ควรเน้นเป็นพิเศษในพื้นที่ชายแดน กลุ่มแรงงานข้ามชาติ และพื้นที่ที่เคยมีประวัติการฉีดวัคซีนต่ำ

ท้ายที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองชาวไทยมีบทบาทสำคัญที่สุด คือต้องดูแลให้ลูกหลานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือไม่ใช่ ได้รับวัคซีนโปลิโอครบตามกำหนด และฉีดเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข7 ส่วนผู้ใหญ่ที่จะเดินทางไปประเทศเสี่ยง ควรเช็คประวัติวัคซีนของตัวเอง และฉีดวัคซีนโปลิโอเข็มกระตุ้น ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อนที่ดีที่สุด

สรุปแล้ว การต่อสู้กับโปลิโอที่ยังไม่จบสิ้นของโลก ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนถึงความจำเป็นของการเฝ้าระวังทางสาธารณสุข ซึ่งเป็นบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง ดังที่ ดร. จาฟารี กล่าวไว้ว่า “มันเหมือนเรานั่งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟ ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ” คำแนะนำที่จับต้องได้สำหรับคนไทยคือ: เช็คสมุดวัคซีนลูกหลาน ติดตามข่าวสารความเสี่ยงด้านสุขภาพใหม่ๆ และอย่าได้มองข้ามความสำคัญของภูมิคุ้มกันหมู่เด็ดขาด หากเราการ์ดตก ชะล่าใจ อาจต้องย้อนกลับไปสู่ยุคที่โรคร้ายอย่างโปลิโอสร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส—อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม.

แหล่งข้อมูล:

  1. NPR: Could polio be poised for a comeback?
  2. GPEI: Polio this week
  3. WHO: Polio Emergency Committee statement April 2025
  4. Irish Times: Polio virus in European wastewater
  5. MSN/Global News: Will vaccine skepticism bring polio back?
  6. PubMed: Polio outbreak in Pakistan
  7. WHO Thailand: Routine Immunization Schedule
  8. PMC: Thailand polio eradication strategies
  9. Bangkok Post: Vaccine hesitancy in Thailand still rage
  10. OregonLive: Smallpox and declining vaccine rates