น้ำเมล็ดเจีย ที่กำลังดังเปรี้ยงปร้างในโลกโซเชียล โดยเฉพาะ TikTok จนได้ฉายาเก๋ๆ ว่า “เครื่องดื่มอาบน้ำลำไส้” (internal shower) กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลทั่วโลกรวมถึงในไทย ด้วยคำอ้างที่ว่าช่วยเรื่องขับถ่ายและดีต่อสุขภาพโดยรวม คลิปวิดีโอมีคนดูกันเป็นล้านๆ พร้อมเสียงยืนยันจากผู้ใช้จริง ทำให้หลายคนสนใจเครื่องดื่มง่ายๆ ที่ใช้แค่เมล็ดเจียกับน้ำ ว่ากันว่าดีต่อลำไส้ แต่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ว่ายังไงกันแน่? แล้วคนไทยเราควรคาดหวังอะไรจากกระแสนี้? แน่นอนว่าเรื่องนี้มีหลายแง่มุม ทั้งคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่น่าสนใจ ความเสี่ยงที่อาจตามมา และแน่นอน การโฆษณาที่อาจจะเกินจริงไปบ้าง

ในยุคที่คนหันมาสนใจอาหารจากพืช (plant-based) และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น เมล็ดเจียก็ได้รับความนิยมในบ้านเรา เพราะมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ราคาเข้าถึงง่าย แถมเอาไปทำอะไรได้หลากหลาย จากที่เคยใส่ในสมูทตี้ พุดดิ้ง หรือแม้แต่ขนมไทย ตอนนี้เมล็ดจิ๋วแต่แจ๋วพวกนี้กลับมาฮิตในรูปแบบเครื่องดื่มง่ายๆ อย่างน้ำเมล็ดเจีย คนที่สนับสนุนก็บอกว่าช่วยให้ขับถ่ายคล่อง ลดความอยากอาหาร แถมยังช่วยให้มีแรงตลอดวัน ทำเอาหลายคนอยากรู้ และกระตุ้นให้คนในสังคมยุคเร่งรีบมองหาวิธีดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ (Prevention)

วิธีทำน้ำเมล็ดเจียก็ง่ายสุดๆ แค่ผสมเมล็ดเจีย 1 ถึง 2.5 ช้อนโต๊ะ กับน้ำประมาณ 1 แก้ว (240 มล.) คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้อย่างน้อย 5 นาที ให้ส่วนผสมข้นขึ้นเป็นเจล แล้วค่อยดื่ม เจสสิกา คอร์ดิง นักกำหนดอาหารและนักโภชนาการที่ได้รับการรับรอง (R.D., C.D.N.) บอกว่า “ดิฉันแนะนำวิธีนี้ให้คนไข้และลูกค้าอยู่บ่อยๆ” เธอย้ำว่านี่เป็นวิธีเพิ่มใยอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะเวลาเดินทางหรือไม่สะดวกหาผักผลไม้สดทาน คำแนะนำของคอร์ดิงก็สอดคล้องกับ ลินด์ซีย์ มาโลน นักกำหนดอาหาร (R.D.N.) และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ ที่ให้ข้อสังเกตว่า “เพราะ [เมล็ดเจีย] มีไฟเบอร์สูงมากและดูดน้ำได้มากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า มันจึงเป็นตัวช่วยเรื่องการทำงานของลำไส้ได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ”

มาดูที่คุณค่าทางอาหารกันบ้าง เมล็ดเจีย 1 ออนซ์ (ประมาณ 2.5 ช้อนโต๊ะ) ให้พลังงานประมาณ 138 แคลอรี มีโปรตีน 4.7 กรัม ไฟเบอร์เกือบ 10 กรัม และสารอาหารรองอีกเพียบ ทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินบี และสังกะสี คุณค่าทางอาหารที่อัดแน่นนี่แหละคือที่มาของประโยชน์ส่วนใหญ่ที่คนพูดถึงกัน โดยเฉพาะเรื่องไฟเบอร์ที่เป็นพระเอก ช่วยให้หลายคน โดยเฉพาะคนที่ปกติกินไฟเบอร์น้อย “ขับถ่ายเป็นปกติ” คือช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกได้ เพราะพอเมล็ดเจียโดนน้ำ มันจะพองตัวเป็นเจล ช่วยเพิ่มกากใยและทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น (USDA)

แต่เหมือนกับเทรนด์สุขภาพอื่นๆ ความพอดีเป็นเรื่องสำคัญ “ระบบย่อยอาหารของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ” คอร์ดิง อธิบาย พร้อมเสริมว่า ขณะที่บางคนอาจรู้สึกดีขึ้นทันที บางคนอาจต้องเข้าห้องน้ำบ่อยเกินไป โดยเฉพาะคนที่ไม่ชินกับการกินอาหารไฟเบอร์สูงๆ นักโภชนาการแนะนำให้เริ่มจากปริมาณน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ ที่สำคัญมากๆ คือ เพราะเมล็ดเจียดูดน้ำเก่ง การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงจำเป็นสุดๆ ถ้าดื่มน้ำไม่พอ อาจกลายเป็นว่าทำให้ท้องผูกซะเอง ซึ่งก็ย้อนแย้งกับชื่อ “เครื่องดื่มอาบน้ำลำไส้” ไปเลย

ไฟเบอร์ในเมล็ดเจียยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งปรี๊ดหลังมื้ออาหาร ซึ่งเป็นผลดีกับผู้ป่วยเบาหวาน หรือใครก็ตามที่พยายามคุมพลังงานและความอยากอาหาร งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่า อาหารที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำสูงๆ สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง ระดับคอเลสเตอรอลที่ดีขึ้น และความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ที่ดีขึ้น ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสุขภาพจิตด้วย (NYT)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนให้ระวังและดูตามความเหมาะสม แม้น้ำเมล็ดเจียจะเป็นวิธีเพิ่มไฟเบอร์ที่สะดวก แต่การกินมากไปหรือเร็วไป อาจทำให้ท้องอืด มีแก๊ส โดยเฉพาะในคนที่ปกติกินไฟเบอร์น้อย มาโลน เตือนว่า “เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเพิ่มไฟเบอร์ ต้องค่อยๆ เพิ่มนะคะ” นอกจากนี้ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอยู่แล้ว เช่น โรคโครห์น (Crohn’s disease) หรือเคยมีประวัติลำไส้อุดตัน ควรเลี่ยงการกินเมล็ดพืชต่างๆ ไปเลย อีกอันตรายที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงแต่เกิดขึ้นได้จริงคือ การสำลัก: เมล็ดเจียแห้งๆ สามารถพองตัวอย่างรวดเร็วในลำคอได้ ดังนั้น ควรแช่น้ำทิ้งไว้ก่อนเสมอจนกว่าจะกลายเป็นเจล (Prevention)

ถ้ามองในมุมของบ้านเรา ซึ่งมีผลไม้เมืองร้อนสดใหม่มากมาย และอาหารไทยหลายอย่างก็มีไฟเบอร์สูงจากผักอยู่แล้ว นักโภชนาการในไทยแนะนำว่า ควรมองน้ำเมล็ดเจียเป็นตัวเสริมมากกว่าตัวหลัก “เราสนับสนุนให้คนไทยกินผักผลไม้หลากสีสันตามฤดูกาลอย่างสม่ำเสมอ” ดร.สุชาดา จิรปัญจวัฒน์ นักกำหนดอาหารในกรุงเทพฯ กล่าว “เมล็ดเจียสามารถเป็นตัวเสริมที่ดีได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชีวิตเร่งรีบ หรือคนที่ไม่สะดวกหาผักผลไม้สดกิน” สำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองหรือเดินทางบ่อย การพกเมล็ดเจียซองเล็กๆ ติดตัวไปได้ง่ายๆ ก็เป็นจุดที่น่าสนใจในเรื่องความสะดวกสบาย

แนวคิดเรื่องการใช้อาหารเป็นยา หรือกินเพื่อสุขภาพ ก็สอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเรื่องสมุนไพรและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอยู่แล้ว แต่เหมือนกับเทรนด์สุขภาพอื่นๆ ที่มาจากต่างประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะให้ออกระหว่างข้อมูลวิทยาศาสตร์กับกระแสความตื่นเต้น บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงงานวิจัยเชิงสังเคราะห์ (meta-analysis) ปี 2024 เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของเมล็ดเจีย ก็ยืนยันถึงประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีอยู่จริง โดยเฉพาะเรื่องการช่วยดูแลระบบเผาผลาญและความรู้สึกอิ่ม แต่ก็ย้ำว่า ไม่มีอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดไหนเป็นยาวิเศษได้ (PubMed)

ในอนาคต นักวิจัยกำลังมองหาศักยภาพอื่นๆ ของเมล็ดเจียนอกเหนือจากเรื่องไฟเบอร์และกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น การนำไปใช้ทำฟิล์มบริโภคได้เพื่อถนอมอาหาร หรือแม้แต่บทบาทในการจัดการภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) ผ่านสารเพิ่มความหนืดรูปแบบใหม่ (PubMed) สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และต้องรับมือกับโรคเรื้อรังและปัญหาการกลืนมากขึ้น นวัตกรรมแบบนี้อาจมีประโยชน์อย่างมาก

แม้ว่ากระแส “อาบน้ำลำไส้” อาจจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไปตามวัฏจักรของโซเชียลมีเดีย แต่ดูเหมือนว่าเมล็ดเจียได้ยกระดับตัวเองจากอาหารสุขภาพเฉพาะกลุ่ม กลายเป็นวัตถุดิบติดครัวที่ใช้กันอย่างแพร่หลายไปแล้ว ถึงอย่างนั้น ดังที่คอร์ดิงสรุปไว้อย่างเฉียบคมว่า “สิ่งสำคัญคือการกินแหล่งไฟเบอร์ที่หลากหลาย เมล็ดเจียเป็นแค่หนึ่งในนั้น” ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจก็ลองดื่มน้ำเมล็ดเจียดูได้ โดยเริ่มจากน้อยๆ แช่เมล็ดให้พองเต็มที่ และทำควบคู่ไปกับการกินอาหารที่สมดุลหลากหลาย เน้นผักผลไม้บ้านเรา และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเสมอ

สำหรับใครที่อยากลอง ให้เริ่มง่ายๆ ด้วยเมล็ดเจียหนึ่งช้อนโต๊ะในน้ำหนึ่งแก้ว ทิ้งไว้ให้เป็นเจลก่อน แล้วค่อยๆ จิบ อาจบีบมะนาวลงไปนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติถูกปากคนไทย อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าตามให้เยอะๆ ตลอดวัน และคอยสังเกตว่าร่างกายตัวเองตอบสนองอย่างไร เหมือนกับเทรนด์สุขภาพอื่นๆ สุขภาพที่ดีจริงๆ ไม่ได้มาจากทางลัดหรือกระแสฮิต แต่อยู่ที่การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและสมเหตุสมผลต่างหาก

แหล่งข้อมูล: