รายงานสืบสวนชิ้นล่าสุดของ NPR ตีแผ่ให้เห็นภาพอันน่าสะเทือนใจของผู้ป่วยจิตเวชในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐมอนทานา ที่ต้องติดอยู่ในวังวนไม่รู้จบของภาวะไร้บ้าน การเข้าไม่ถึงการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และการถูกผลักไสออกจากสังคม เรื่องราวนี้ถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์สุดร้าวรานของ L ลูกสาวของผู้ป่วยหญิงซึ่งขอใช้นามสมมติว่า K เผยให้เห็นว่าบริการสุขภาพจิตที่ไม่ครอบคลุม การไร้ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และช่องโหว่ในระบบราชการ ต่างผูกโยงกันและซ้ำเติมให้คนกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ต้องกลายเป็นคนชายขอบ ในขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาคนไร้บ้านที่มีอาการป่วยทางจิตเพิ่มมากขึ้น บทเรียนจากวิกฤตในมอนทานาจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนและเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ทรงคุณค่าสำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรทางการแพทย์ และสังคมไทยโดยรวม (NPR, 2025)

K ในวัย 65 ปี ใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่มีที่พักพิงถาวรในเมืองมิสซูลา รัฐมอนทานา มานานถึง 8 ปี เธอต้องต่อสู้กับโรคจิตเภทอารมณ์แปรปรวน (schizoaffective disorder) ซึ่งมีอาการเด่นคืออารมณ์ที่เหวี่ยงขึ้นลงรุนแรงและมีความคิดหลงผิด นอกจากนี้ยังมีอาการสำคัญที่คนไม่ค่อยรู้จักคือ ภาวะไม่รับรู้ว่าตนป่วย (anosognosia) ซึ่งทำให้ K ไม่ตระหนักว่าตัวเองป่วย และปฏิเสธการรักษา แม้จะมีบริการรองรับก็ตาม ความพยายามอย่างแสนสาหัสของผู้เป็นลูกสาวในการเข้าถึงระบบสุขภาพจิต เพื่อหวังจะพาแม่กลับบ้านและสร้างชีวิตที่มั่นคงให้คืนมา ไม่เพียงสะท้อนโศกนาฏกรรมส่วนตัว แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบ โครงสร้างพื้นฐานด้านจิตเวชของมอนทานา ซึ่งเผชิญปัญหาขาดแคลนงบประมาณ (รวมถึงการตัดงบ Medicaid ในปี 2017) และการปิดตัวของสถานบริการหลายแห่งช่วงโควิด-19 ระบาด ยิ่งอ่อนแอลงสวนทางกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้คนอย่าง K ต้องเวียนว่ายอยู่ในวงจรระหว่างห้องขัง ห้องฉุกเฉิน และโรงพยาบาลจิตเวชเพียงแห่งเดียวของรัฐ โดยที่อาการป่วยแทบไม่เคยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ข้อมูลเบื้องหลังตอกย้ำว่าประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นเหล่านี้เชื่อมโยงกับปัญหาระดับโครงสร้างที่ฝังรากลึก งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า คนไร้บ้านส่วนใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ และไทย มีอัตราการป่วยด้วยโรคทางจิตเวชสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ (Awirutworakul et al., 2018; Wattanapisit et al., 2024) ตัวอย่างเช่น การสำรวจอย่างเป็นระบบในกลุ่มคนไร้บ้านกรุงเทพฯ พบว่าถึง 76% มีอาการป่วยทางจิตที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัย โดยมีอัตราโรคซึมเศร้า โรคจิต และโรคจากการใช้สารเสพติดสูงกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่าตัว (Awirutworakul et al., 2018) น่าตกใจที่ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายในกลุ่มคนไร้บ้านกรุงเทพฯ สูงถึง 29% ซึ่งต่างกันลิบลับกับอัตรา 1% ในประชากรทั่วไป ปัญหาการใช้สารเสพติด ซึ่งมักจะเกี่ยวพันและทำให้อาการทางจิตเวชแย่ลง ก็พบได้บ่อยเช่นกัน เกือบหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสำรวจมีภาวะติดสุราในปีที่ผ่านมา

กรณีของมอนทานาเน้นย้ำว่า แม้จะมีบริการสุขภาพจิตอยู่บ้าง แต่หากขาดการติดตามดูแลต่อเนื่อง ขาดที่อยู่อาศัยที่มั่นคง หรือขาดการสนับสนุนแบบองค์รวม ก็แทบจะการันตีได้ว่าอาการป่วยจะกำเริบซ้ำ ประสบการณ์ของ L ในมิสซูลานั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น “มันเจ็บปวดหัวใจมากในคืนที่อากาศหนาวเหน็บ ที่ต้องปฏิเสธไม่ให้ใครสักคนเข้ามาในบ้าน เพราะมันจะทำลายสุขภาพจิตและความมั่นคงทั้งหมดของคุณ” เธอยอมรับทั้งน้ำตา ความเจ็บปวดนี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยอุปสรรคจากระบบราชการ หลังจากที่ไม่ได้รับบริการจัดการรายกรณี (case management) เพราะถูกตัดงบประมาณ อาการของ K ก็ทรุดลงจนควบคุมไม่ได้ เมื่อไม่มีที่ไป เธอถูกศูนย์พักพิงปฏิเสธ (เนื่องจากผลข้างเคียงของยาและปัญหาพฤติกรรม) ถูกจับข้อหาบุกรุก ถูกปล่อยตัวจากโรงพยาบาลจิตเวชเร็วเกินไป และถูกปล่อยทิ้งให้เผชิญชะตากรรมลำพัง ในความผิดพลาดทางธุรการที่น่าสลดใจครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลถึงกับให้ยาผิดตัว ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ความคืบหน้าในการรักษาต้องถอยหลังไปหลายเดือน

นักวิจัยไทยได้ชี้ให้เห็นปัญหาติดขัดในลักษณะเดียวกัน การทบทวนวรรณกรรมครั้งใหญ่ในปี 2024 จาก 19 งานวิจัย พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่กลายเป็นคนไร้บ้าน มักเกิดจากปัจจัยซับซ้อนที่เกี่ยวโยงกัน ทั้งความยากจน ปัญหาครอบครัวแตกแยก ประสบการณ์สะเทือนใจในอดีต และที่สำคัญคือ อาการเจ็บป่วยทางจิต (Wattanapisit et al., 2024) เมื่อต้องมาใช้ชีวิตข้างถนน ความท้าทายก็ยิ่งทวีคูณ: การไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงสิทธิประกันสุขภาพ อุปสรรคในการเดินทาง การถูกสังคมตีตราและเลือกปฏิบัติ และความรู้สึกฝังใจว่าระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขา งานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า ในบรรดาผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกรับตัวจากข้างถนนเข้ารักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ 64% ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท และระยะเวลาที่พวกเขาอยู่ในโรงพยาบาลโดยเฉลี่ยคือ 53 วัน ซึ่งบ่อยครั้งจบลงด้วยการส่งต่อไปยังศูนย์พักพิง หรือไม่ก็กลับไปสู่ท้องถนนอีกครั้ง (Wongjongrungruaeng et al., 2019 อ้างใน Wattanapisit et al., 2024)

ทั้งเรื่องราวจาก NPR และงานวิจัยของไทยต่างชี้ให้เห็นประเด็นเดียวกันอย่างชัดเจนว่า: การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น เช่น การให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลช่วงสั้นๆ หรือการจัดหาที่พักพิงชั่วคราว ไม่เพียงพอที่จะทลายวงจรวิกฤตทางจิตเวชและภาวะไร้บ้านได้ ในมอนทานา ความพยายามล่าสุดของฝ่ายนิติบัญญัติในการทุ่มงบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปฏิรูปสุขภาพจิตอาจช่วยจุดประกายความหวัง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แต่เงินจำนวนมหาศาลนี้ก็อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเรื่องที่อยู่อาศัย เบน มิลเลอร์ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิรูประบบ กล่าวเตือนว่า “แค่คุณหาบ้านที่มั่นคงให้ใครสักคนได้ คุณจะเห็นเลยว่าสุขภาพจิตของเขาดีขึ้นทันตาเห็นได้อย่างไร” ทว่าการจัดหาที่อยู่อาศัยดังกล่าวยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในมอนทานาหรือในประเทศไทย

สังคมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันที่ไม่ต่างกัน ข้อมูลจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ระบุว่า ในปี 2565 มีผู้ประสบภาวะไร้บ้านในประเทศไทยกว่า 4,500 คน โดยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก (Wattanapisit et al., 2024) ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย แม้ตามหลักการจะให้สิทธิ์พลเมืองทุกคน (อย่างน้อยก็บนกระดาษ) เข้าถึงบริการสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือไม่มีบัตรประชาชนกลับพบว่าตัวเองถูกกีดกันจากการดูแล ซึ่งไม่ต่างจากชะตากรรมของ K ในสหรัฐฯ งานศึกษาในไทยเน้นย้ำว่าทรัพยากรด้านสุขภาพจิตในพื้นที่ยังมีอยู่อย่างจำกัด และการจัดการรายกรณี ซึ่งเป็นบริการสำคัญที่ช่วยเชื่อมต่อและประคับประคองให้ผู้ป่วยอยู่ในการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ยังคงมีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ (Awirutworakul et al., 2018; Wattanapisit et al., 2024)

ทัศนคติเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีต่ออาการป่วยทางจิตในประเทศไทยยิ่งทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนขึ้น การตีตรา (Stigma) ยังคงฝังรากลึก ครอบครัวมักรู้สึกอับอายหรือตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ต้องปกปิดญาติที่ป่วย ดังเช่นที่ L เลือกจะไม่เปิดเผยชื่อจริงของแม่ ความคาดหวังทางวัฒนธรรมที่ว่าครอบครัวต้องเป็นผู้ดูแล บางครั้งก็ทำให้ผู้ดูแลต้องแบกรับภาระทางอารมณ์อย่างหนักอึ้ง ในที่สุด L ก็ตัดสินใจย้ายออกจากมอนทานาเพื่อสุขภาพจิตของตัวเอง โดยกล่าวว่า “ฉันก็ต้องให้ความสำคัญกับตัวเองก่อนเหมือนกัน เพราะไม่มีใครอื่นมาทำสิ่งนั้นให้ฉัน” ผู้ดูแลชาวไทยเองก็มักจะแบกรับภาระเหล่านี้อย่างเงียบๆ โดยมีช่องทางให้ได้พักผ่อนหย่อนใจหรือรับการสนับสนุนน้อยมาก

การปฏิรูปนโยบายและการลงทุนจะช่วยแก้ไขปัญหาเชิงระบบได้หรือไม่? ในมอนทานา งบประมาณก้อนใหม่ถูกจัดสรรเพื่อขยายบ้านพักแบบกลุ่ม สร้างสถานบริการ “ขั้นกลาง” สำหรับดูแลต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล และเสริมความแข็งแกร่งให้ทีมดูแลผู้ป่วยวิกฤตเคลื่อนที่ แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวต่างยังไม่มั่นใจนัก แมตต์ เจนนิงส์ อัยการเขตมิสซูลา เตือนว่า “ถ้าคุณเพิ่งออกจากโรงพยาบาล…แล้วกลับไปสู่สถานการณ์คนไร้บ้าน…วงจรมันก็จะวนซ้ำอีก เพราะไม่มีแผนระยะยาวรองรับ” สถานการณ์ในประเทศไทยก็คล้ายคลึงกัน: หน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) มักทำงานแยกส่วนกัน และแม้จะมีโครงการบางอย่าง (เช่น โครงการ “One Night Count” หรือการสำรวจเพื่อนคนไร้บ้าน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ที่มุ่งสำรวจจำนวนและเข้าช่วยเหลือประชากรคนไร้บ้าน (Bangkok Post, 2019) แต่รูปแบบการดูแลแบบบูรณาการและที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนยังคงมีอยู่อย่างจำกัด

แล้วทางออกคืออะไร? งานวิจัยทั้งในระดับสากลและในประเทศต่างชี้ให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ชัดเจนและสามารถลงมือทำได้หลายประการ ประการแรก ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงพร้อมการสนับสนุน ไม่ใช่ทางเลือกฟุ่มเฟือย แต่เป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นคืนสุขภาวะทางจิต หลักฐานชี้ชัดว่าการจัดให้มีบริการจัดการรายกรณี บริการจิตเวชในชุมชน และการสนับสนุนด้านอาชีพ สามารถช่วยให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตอิสระและหลุดพ้นจากวงจรวิกฤตได้ (Awirutworakul et al., 2018) นโยบายต้องถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อระหว่างการดูแลในภาวะวิกฤตระยะสั้นกับการแก้ปัญหาระยะยาวในชุมชน ประการที่สอง การฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ศูนย์พักพิง ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ และนักสังคมสงเคราะห์ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เมื่อผู้ให้บริการขาดความเข้าใจเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตและบาดแผลทางใจ ผู้ป่วยก็จะยิ่งตกหล่นจากระบบ หรือได้รับความบอบช้ำซ้ำเติมจากตัวระบบเอง (Wattanapisit et al., 2024) ประการที่สาม อุปสรรคในการเข้าถึงบริการ เช่น การไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน หรือความล่าช้าจากระบบราชการ จะต้องถูกกำจัดออกไปอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยทีมงานเชิงรุกและรูปแบบการทำงานในชุมชนที่สร้างสรรค์

สุดท้าย สังคมไทยต้องเผชิญหน้าและจัดการกับปัญหาการตีตรา ทั้งในระดับสถาบันและระดับชุมชน การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้มาจากแค่กระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานสังคมสงเคราะห์เท่านั้น แต่ยังต้องมาจากเพื่อนบ้าน วัดวาอาราม และชุมชน ที่พร้อมจะเปิดใจยอมรับและช่วยประคับประคองผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตให้กลับคืนสู่สังคม โครงการที่นำเอาขนบธรรมเนียมการช่วยเหลือเกื้อกูลแบบไทยๆ มาปรับใช้ เช่น การดึงพระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามามีส่วนร่วม อาจเป็นต้นแบบของการคืนสู่สังคมและการดูแลที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมได้

เรื่องราวของ K และ L ลูกสาวของเธอ เป็นอุทาหรณ์ที่สะเทือนใจ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว ในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมตึงเครียดจากแรงกดดันของความเหลื่อมล้ำและการขยายตัวของเมือง ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเห็นผู้คนอย่าง K เพิ่มมากขึ้น เว้นแต่จะมีการลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นองค์รวม สำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรทางการแพทย์ และคนไทยทุกคน บทเรียนสำคัญคือ: ภาวะไร้บ้านและปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ปัญหาที่แยกจากกัน การจัดการปัญหาสองอย่างนี้ไปพร้อมกัน ด้วยความเข้าอกเข้าใจและการประสานงาน คือหนทางเดียวที่จะออกจากวงจรนี้ได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจ แนวทางที่พอจะทำได้ ได้แก่: การสนับสนุนองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านการจัดการรายกรณีและเข้าถึงกลุ่มคนไร้บ้าน การร่วมผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติจัดให้มีบริการสุขภาพจิตแบบบูรณาการมากขึ้น การสละเวลาหรือทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือศูนย์พักพิง และ—ที่อาจสำคัญที่สุด—คือการช่วยกันส่งเสริมการยอมรับในสังคมและความเข้าใจต่อผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับอาการป่วยทางจิต ดังภาษิตไทยแต่โบราณที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” เราทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด

แหล่งข้อมูล: