วงการวิทยาศาสตร์ฮือฮา! ทีมนักวิจัยนานาชาติสร้างประวัติศาสตร์ พลิกความเชื่อที่ว่าแทบเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นจริง ด้วยการสร้างแผนที่สามมิติของสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีความละเอียดสูงปรี๊ดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ถือเป็นก้าวสำคัญยิ่งในวงการประสาทวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันอัลเลนเพื่อวิทยาศาสตร์สมอง (Allen Institute for Brain Science), วิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ (Baylor College of Medicine) และมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ใช้แค่เพียงเศษเสี้ยวเล็กจิ๋วของเนื้อเยื่อสมองหนู ขนาดเท่าเม็ดทราย มาสร้างแผนที่โครงข่ายอันซับซ้อนของเซลล์ประสาท (neurons) ถึง 84,000 เซลล์ และจุดเชื่อมต่อเซลล์ประสาท (synapses) กว่า 500 ล้านจุด ทั้งหมดนี้อัดแน่นอยู่ในเนื้อเยื่อปริมาตรแค่หนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตร! การสร้างแบบจำลองดิจิทัลสุดอลังการนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ได้รับการยกย่องว่าเป็นแผนที่สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมฉบับสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จุดประกายความหวังครั้งใหญ่ในการไขความลับกลไกของโรคทางสมอง ไม่ว่าจะเป็น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ออทิสติก หรือโรคจิตเภท (CNN)
ข่าวดีนี้สำคัญกับคนไทยและคนทั่วโลกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และอัตราผู้ป่วยโรคทางสมองก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ องค์กร Alzheimer’s Disease International คาดการณ์ว่าคนไทยหลายแสนคนอาจกำลังเผชิญกับภาวะสมองเสื่อมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นอีกในทศวรรษหน้า (Alzheimer’s Disease International) ถึงอย่างนั้น สมองมนุษย์ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ซับซ้อนที่สุดเรื่องหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักประสาทวิทยา และนักศึกษาแพทย์ของไทย จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจาก “พิมพ์เขียว” สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอันละเอียดลออนี้ ซึ่งอาจใช้เป็นโมเดลต้นแบบเพื่อทำความเข้าใจ และอาจนำไปสู่หนทางต่อสู้กับความเสียหายร้ายแรงจากโรคความเสื่อมของระบบประสาทได้ในที่สุด
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้คือข้อมูลเชิงลึกและความสามารถทางเทคนิคอันน่าทึ่ง เศษเนื้อเยื่อสมองจิ๋วที่นำมาศึกษานั้น มีเครือข่ายเส้นใยประสาทรวมกันยาวถึง 3.4 ไมล์ (5.4 กิโลเมตร) ซึ่งยาวกว่าระยะทางรอบสวนลุมพินีเกือบเท่าครึ่ง! ส่วนข้อมูลที่รวบรวมได้นั้นมีขนาดมหาศาลถึง 1.6 เพตะไบต์ (petabytes) เทียบเท่ากับการอัดวิดีโอความละเอียดสูง (HD) ต่อเนื่องนานถึง 22 ปี เรียกว่าเป็นภูเขาข้อมูลดิจิทัลที่ห้องปฏิบัติการวิจัยทางการแพทย์ส่วนใหญ่ในไทยอาจนึกภาพตามแทบไม่ออก นี่ไม่ใช่แค่การสร้างแผนที่ธรรมดาๆ แต่นักวิทยาศาสตร์ยังได้บันทึกการทำงานของสมองส่วนการมองเห็น (visual cortex) ของหนู ขณะที่มันตื่นตัวและได้รับการกระตุ้นต่างๆ รวมถึงการให้ดูวิดีโอที่มีภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ จากหนังดังอย่าง “The Matrix” และ “Mad Max: Fury Road” ซึ่งช่วยให้เห็นภาพการประมวลผลข้อมูลภาพแบบเรียลไทม์
เมื่อเก็บข้อมูลเสร็จ เนื้อเยื่อสมองกว่า 28,000 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นบางยิ่งกว่าเส้นผม ถูกนำมาถ่ายภาพและสร้างขึ้นใหม่เป็นแบบจำลองดิจิทัล 3 มิติ ที่มีความละเอียดสูงปรี๊ด ทีมงานใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) สุดล้ำเข้ามาช่วยจำแนกเซลล์ประสาทและจุดเชื่อมต่อแต่ละส่วน ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์อีกชั้นหนึ่ง เป็นการผสานพลังระหว่างสัญชาตญาณของมนุษย์กับเทคโนโลยีคำนวณที่ทันสมัยที่สุด
ดร. ฟอร์เรสต์ คอลล์แมน รองผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลและเทคโนโลยีของสถาบันอัลเลน เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับความรู้สึกอัศจรรย์ใจเมื่อมองภาพถ่ายกาแล็กซีอันไกลโพ้น: “แค่ได้เห็นเซลล์ประสาทเหล่านี้ ก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงรายละเอียดและสเกลอันยิ่งใหญ่ของมัน ในแบบที่ทำให้เราทึ่งกับความมหัศจรรย์ของสมอง” เขากล่าว ดร. เซบาสเตียน ซึง ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มองว่าโครงการนี้เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่ง “การปฏิวัติสู่ยุคดิจิทัล” ของวิทยาศาสตร์สมอง: “เพียงแค่กดปุ่มไม่กี่ปุ่ม คุณก็สามารถค้นหาข้อมูลและได้คำตอบในไม่กี่วินาที ข้อมูลบางอย่างในอดีตอาจต้องใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกทั้งเล่มกว่าจะได้มา นี่แหละคือพลังของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” เขากล่าว (CNN)
แล้วทำไมความก้าวหน้านี้ถึงสำคัญกับประเทศไทยนัก? แม้ว่าหนูทดลองอาจดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของคนไทย แต่เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้ก็เปรียบเหมือน “แรงงานหลัก” ของงานวิจัยทางชีวการแพทย์ส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในสถาบันชั้นนำของไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลศิริราช หนูมีความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมและชีววิทยาของระบบประสาทกับมนุษย์อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะในส่วนนีโอคอร์เทกซ์ (neocortex) ซึ่งเป็นบริเวณสมองที่ดูแลเรื่องการรับรู้ขั้นสูง การรับรู้ทางประสาทสัมผัส การวางแผน และภาษา แผนที่ใหม่นี้ เผยให้เห็น “คอนเนกโตม” (connectome) หรือแผนผังการเชื่อมต่อของสมองส่วนสำคัญนี้ เปรียบเหมือน Google Maps ให้นักวิจัยไทยใช้สำรวจการทำงานปกติของสมอง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดโรคต่างๆ
ในอดีต แม้แต่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง ฟรานซิส คริก ก็ยังเคยสงสัยว่า การสร้างแผนที่เนื้อเยื่อสมองแค่หนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตรให้ละเอียดถึงระดับนี้จะเป็นไปได้อย่างไร เนื่องจากจำนวนการเชื่อมต่อที่มหาศาลเกินจินตนาการ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดอย่างสมเหตุสมผลจากความพยายามก่อนหน้า เช่น การทำแผนที่หนอน C. elegans ที่ง่ายกว่ามากในปี 2019 และล่าสุดคือสมองแมลงหวี่ทั้งสมองในปี 2024 การที่สมองหนูมีความซับซ้อนมากกว่าสมองแมลงหวี่ถึง 20 เท่า ยิ่งทำให้ความสำเร็จครั้งนี้ดูน่าทึ่งขึ้นไปอีก—เป็นความสำเร็จที่ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
ผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ดร. นูโน มาคาริโก ดา คอสตา จากสถาบันอัลเลน เล่าถึงกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความอุตสาหะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเวลา “สุดเครียด” 12 วัน ของการตัดเนื้อเยื่อด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งต้องมีนักวิทยาศาสตร์คอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดผลัดเปลี่ยนเวรกันตลอดเวลา ทีมงานต้องคอยระวังข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้โครงการทั้งหมดย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความ ช่างละเอียด (attention to detail) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่คนไทยให้ความสำคัญและชื่นชม
ดร. มาเรียลา เพ็ตโควา และ ดร. เกรเกอร์ ชูห์คเน็คท์ นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับโครงการนี้ ได้เน้นย้ำถึงเหตุผลที่เลือกศึกษาส่วนนีโอคอร์เทกซ์ว่า: “โดยทั่วไปถือว่าเป็นศูนย์กลางของการรับรู้ขั้นสูง และมีบทบาทสำคัญในการรับรู้ทางประสาทสัมผัส การประมวลผลภาษา การวางแผน และการตัดสินใจ ที่น่าทึ่งคือ หน้าที่ที่ดูแตกต่างกันเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยพิมพ์เขียวแบบเดียวกัน ซึ่งพบได้ในทุกส่วนของคอร์เทกซ์และในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด โดยมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย” ทั้งคู่เขียนไว้ในบทความประกอบในวารสาร Nature (Nature)
ประโยชน์ของคอนเนกโตมสมองหนูที่เพิ่งค้นพบนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บ สำหรับประเทศไทย ซึ่งการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมโดยคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรม แต่ระบบสนับสนุนทางการแพทย์อาจยังมีข้อจำกัด ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับวงจรการเชื่อมต่อในสมอง อาจนำไปสู่การวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น หรือแม้กระทั่งกลยุทธ์การป้องกันที่ปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทยได้ในอนาคต ด้วยชุดข้อมูลที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี นักวิจัย นักศึกษา แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ชาวไทย สามารถก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการวิจัยสมองระดับโลกได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ—นับเป็นการกระจายองค์ความรู้สู่มวลชน (democratization of knowledge) อย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของไทยในการสร้าง “เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว” (Bio-Circular-Green Economy)
เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเชื่อว่า การทำแผนที่สมองหนูทั้งสมองด้วยความละเอียดระดับเดียวกันนี้ อาจเป็นไปได้ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งนับเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่า การทำแผนที่สมองมนุษย์ด้วยความละเอียดระดับจุดเชื่อมต่อเดียวกันนั้น จะต้องเจอกับความท้าทายทั้งทางเทคนิคและจริยธรรมที่ใหญ่หลวงกว่ามาก เนื่องจากสมองมนุษย์ซับซ้อนกว่าสมองหนูถึง 1,500 เท่า! ถึงกระนั้น การทำแผนที่เพียงบางส่วน เช่น การติดตามเส้นใยแอกซอน (axon) ซึ่งเปรียบเหมือน “สายเคเบิล” ของเซลล์ประสาท ให้ครอบคลุมทั่วทั้งสมองมนุษย์ ก็อาจสำเร็จได้ภายในหนึ่งทศวรรษ เปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับการวิจัยทางระบบประสาทในประเทศไทยและทั่วโลก
มีคำเปรียบเทียบหนึ่งที่ ดร. ดา คอสตา ใช้ ซึ่งโดนใจคนไทยเป็นอย่างยิ่ง: “ถ้าคุณมีวิทยุเสีย แล้วคุณมีแผนผังวงจร คุณก็จะอยู่ในจุดที่ดีกว่าที่จะซ่อมมันได้ เรากำลังอธิบายถึงแผนที่แบบ Google map หรือพิมพ์เขียวของสมองส่วนเล็กๆ ขนาดเม็ดทรายนี้ ในอนาคต เราสามารถใช้สิ่งนี้เพื่อเปรียบเทียบการเชื่อมต่อของสมองในหนูที่แข็งแรง กับการเชื่อมต่อของสมองในหนูที่เป็นโมเดลของโรคต่างๆ” สำหรับคนไทย ซึ่งอาจคุ้นเคยกับการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หรือเข้าใจแนวคิดเรื่อง ความร่วมมือร่วมใจ (togetherness in problem-solving) คำอุปมาง่ายๆ แบบนี้ช่วยทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่ดูซับซ้อน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าใจง่ายขึ้น
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งพัฒนาด้านประสาทวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางการแพทย์ คอนเนกโตมของสมองหนูชิ้นนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับความร่วมมือด้านการวิจัยระดับโลกและการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัล ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์ ควรส นับสนุนโครงการวิจัยในประเทศที่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ขยายการฝึกอบรมด้านการคำนวณด้วย AI และส่งเสริมให้นักศึกษาไทย—โดยเฉพาะผู้ที่เรียนชีววิทยาหรือวิทยาการคอมพิวเตอร์—ได้เข้ามาสำรวจพรมแดนดิจิทัลใหม่ๆ เหล่านี้ การเข้าร่วมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศและการใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลแบบเปิด จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านประสาทวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคทางสมองในครอบครัวสามารถมีความหวังได้ การทำแผนที่วงจรสมองที่ละเอียดขึ้น ย่อมนำไปสู่การตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น การรักษาที่ตรงจุดมากขึ้น และในอนาคต อาจนำไปสู่การรักษาโรคที่เคยเป็นปริศนามานานหลายศตวรรษได้สำเร็จ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยสนับสนุนการศึกษาวิทยาศาสตร์ ติดตาม ข่าววิทยาศาสตร์ ทั่วโลก และพิจารณาเข้าร่วมการรณรงค์หรือกิจกรรมสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพสมองในชุมชนของท่าน
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นพบครั้งสำคัญนี้และการเข้าถึงข้อมูลแบบเปิด สามารถเยี่ยมชมได้ที่ โต๊ะข่าววิทยาศาสตร์ของ CNN และ รายงานเกี่ยวกับคอนเนกโตมิกส์ของวารสาร Nature ขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ทศวรรษหน้า การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในวงการวิทยาศาสตร์สมอง อาจนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลด้านสุขภาพและความรู้แก่คนรุ่นต่อๆ ไป