เคยไหม เครียดแล้วต้องช้อป? พฤติกรรมใช้เงินแก้เซ็งที่เรียกว่า “doom spending” กำลังระบาดในหมู่คนหลายวัย แม้จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นแค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่มันกลับสร้างปัญหาหนี้สินและสุขภาพจิตตามมาในระยะยาว ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินต้องออกมาเตือนว่า แม้การช้อปแหลกแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเพื่อระบายความรู้สึกแย่ๆ หรือความสิ้นหวังกับอนาคตจะดูเย้ายวนใจ แต่มันไม่ใช่วิธีแก้เครียดที่ถูกต้อง ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจบ้านเราและทั่วโลกเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งจากปัญหาเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน เทรนด์นี้ยิ่งเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยใกล้ตัวให้คนไทยต้องฉุกคิดเรื่องการใช้เงินและวิธีรับมือกับความเครียดของตัวเอง
แล้ว Doom spending คืออะไรกันแน่? มันก็คือการที่เราอดใจไม่ไหว ต้องซื้อของหรือใช้บริการซ้ำๆ เพื่อหนีจากความรู้สึกกังวล สิ้นหวัง หรือกลัวอนาคต ดร. คริสโตเฟอร์ ฟิชเชอร์ นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการโรงพยาบาล Northwell Zucker Hillside อธิบายว่า นี่ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งทั่วไป หรือการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนานๆ ที แต่มันคือ “วิธีรับมือกับปัญหา” (coping mechanism) ที่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ลบๆ เวลาเรารู้สึกว่าโลกนี้มันไม่แน่นอน “พอเจอเรื่องไม่แน่นอน เรามักจะมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน” ดร. ฟิชเชอร์ว่า พอเครียดหนักๆ สมองเราก็จะโหยหาอะไรที่ควบคุมได้และความสบายใจ ทำให้หลายคน “พยายามหาทางออกที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นปุ๊บปั๊บ และสำหรับหลายๆ คน การใช้เงินกลายเป็นวิธีจัดการกับความสับสนวุ่นวายในใจ” [Verywell Mind, 2025] สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่กำลังสู้กับภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว พฤติกรรมนี้อาจรุนแรงถึงขั้นใช้จ่ายแบบไม่บันยะบันยัง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ความสุขแค่แวบเดียวจากการซื้อของกลายเป็นเหมือนยาแก้ปวดใจที่ช่วยกลบเกลื่อนความรู้สึกสิ้นหวังที่กัดกินอยู่ข้างใน
ในยุคนี้ แรงกระตุ้นให้เกิด doom spending ยิ่งถูกโหมกระพือด้วยเทคโนโลยีและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป แค่ปลายนิ้วจิ้มบนมือถือ ไม่ว่าจะตอนไถฟีดโซเชียลหรือท่องเว็บดึกๆ ดื่นๆ ก็เปลี่ยนเป็นของที่มาส่งถึงหน้าบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น ดร. ฟิชเชอร์ชี้ว่า เพราะอีคอมเมิร์ซและการจ่ายเงินดิจิทัลมันง่ายแสนง่าย “คนเลยหันไปใช้จ่ายเพื่อดูแลตัวเอง (self-care) กันง่ายขึ้น” ยิ่งแอปไหนๆ ก็มีโปรโมชั่นยั่วใจและความสะดวกสบายมาล่อ ความไม่แน่นอนทั้งเรื่องสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การเมืองที่แบ่งขั้วรุนแรงไปจนถึงเศรษฐกิจที่ซวนเซจากโรคระบาด ได้สร้างบรรยากาศความเครียดร่วมที่ผลักดันให้ผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มองหาทางระบายออก รายงานล่าสุดทั้งในระดับโลกและภูมิภาคก็ยืนยันเรื่องนี้ เช่น ชาวอเมริกัน 1 ใน 5 บอกว่าเคยใช้จ่ายแบบ doom spending เพื่อรับมือกับความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ [McKinsey; Ipsos UK; CNBC] ผลสำรวจในอังกฤษก็พบว่าผู้ใหญ่เกือบครึ่งเคยใช้จ่ายแบบนี้อย่างน้อยก็เป็นครั้งคราว [Ipsos UK]
ผลกระทบต่อสุขภาพจิตของ doom spending นั้นน่ากลัว เหมือนวงจรอุบาทว์ของ “ภาวะเสพติดการช้อปปิ้ง” (compulsive buying disorder) ซึ่งเป็นอาการที่วงการแพทย์ยอมรับและจัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติของการควบคุมแรงกระตุ้น (impulse control disorder) ตามเกณฑ์ ICD-11 [Wikipedia - Compulsive Buying Disorder] ดร. ฟิชเชอร์อธิบายว่า การช้อปปิ้งก็เหมือนพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นอื่นๆ ที่ไปกระตุ้นวงจรโดปามีนในสมอง ทำให้เรารู้สึกดี ได้รับ ‘รางวัล’ ทางอารมณ์ แต่พอสารเคมีแห่งความสุขจางลง คนที่เพิ่งใช้เงินไปมักจะรู้สึกผิดหรือเสียใจตามมา เครียดเรื่องเงินหนักกว่าเดิม และระดับความวิตกกังวลก็พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามหนีมาตั้งแต่แรก “ภาระทางการเงินนี่แหละที่ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ คือ ยิ่งกังวลเรื่องเงิน ก็ยิ่งใช้จ่ายแบบไม่คิดมากขึ้น พอยิ่งใช้จ่าย ก็ยิ่งกังวลเรื่องเงิน ทำให้ความทุกข์ใจยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก” ดร. ฟิชเชอร์สรุป [Verywell Mind, 2025]
สถานการณ์การเงินก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ในสหรัฐฯ ยอดหนี้บัตรเครดิตรวมพุ่งแตะ 1.21 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปลายปี 2024 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ชี้ให้เห็นว่าผู้คนนับล้านกำลังจมอยู่ในวังวนหนี้สินที่ไม่ยั่งยืนภายใต้ความกดดัน ดังที่ อันเดรีย โวรอค ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินผู้บริโภคเตือนว่า “doom spending อาจสร้างภาระทางการเงินที่หนักหนาได้ถ้าคุณไม่ระวัง… การช้อปตามอารมณ์โดยไม่มีแผน อาจทำให้งบประมาณพังและก่อหนี้สินเพิ่มพูน ซึ่งสุดท้ายจะยิ่งทำให้เครียดและวิตกกังวลมากขึ้น” รูปแบบเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย โดยมีปัจจัยเร่งจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น และค่าจ้างที่ไม่ขยับตาม ในประเทศไทยที่ระดับหนี้ครัวเรือนสูงปรี๊ดถึงราว 90% ของ GDP ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อันตรายจาก doom spending ที่จะยิ่งซ้ำเติมปัญหากังวลเรื่องเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องจริงที่น่ากังวล โดยเฉพาะในหมู่คนไทยรุ่นใหม่ที่ต้องดิ้นรนกับงานฟรีแลนซ์ (gig work) และค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น [Bank of Thailand]
แล้วจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร? ทั้งผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยต่างชี้ไปที่กลยุทธ์แบบผสมผสาน ทั้งด้านการปฏิบัติและด้านจิตใจ การฝึกสติรู้ตัว (Mindfulness) เป็นเครื่องมือที่ได้ผลดี “เมื่อพูดถึงการใช้จ่าย การฝึกสติจะช่วยให้เราตัดสินใจอย่างรอบคอบมากขึ้น” ดร. ฟิชเชอร์แนะนำ การฝึกสติ ไม่ว่าจะผ่านการทำสมาธิ การจดบันทึกความรู้สึกก่อนใช้จ่าย หรือแค่หยุดคิดสักนิดก่อนกดซื้อ สามารถช่วยเบรกแรงกระตุ้นอัตโนมัติที่จะช้อปแก้เครียดได้ ขณะเดียวกัน การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น ออกกำลังกาย นอนให้พอ และพบปะผู้คน สามารถสร้างเกราะป้องกันทางใจ (resilience) และลดตัวกระตุ้นทางอารมณ์ที่นำไปสู่ doom spending ได้
ความรู้เรื่องการเงินและวินัยก็สำคัญไม่แพ้กัน โวรอคแนะนำให้จดบันทึกรายรับรายจ่าย (คนไทยอาจพบว่าการทำงบแบบแบ่งเงินใส่ซอง หรือใช้แอปพลิเคชันบัญชีรายรับรายจ่ายที่มีอยู่มากมาย ช่วยได้) ยกเลิกการติดตามข่าวสารจากร้านค้าและปิดแจ้งเตือนแอปช้อปปิ้งเพื่อลดสิ่งยั่วยุ หรือแม้กระทั่งลองพกเงินสดแทนบัตรเครดิต เพื่อให้เห็นตัวเงินจริงๆ และต้องคิดมากขึ้นก่อนจ่าย ทัศนคติแบบไทยๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่องความมักน้อยสันโดษ ก็สามารถนำมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างมีสติและยั่งยืนมากขึ้นได้
สำหรับคนที่รู้สึกทุกข์ใจอย่างรุนแรง หรือมีพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้จริงๆ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญมาก ภาวะเสพติดการช้อปปิ้งมักเชื่อมโยงกับโรควิตกกังวลหรือโรคทางอารมณ์อื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ และสามารถรักษาได้ด้วยการบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือการเข้ารับคำปรึกษา [Wikipedia - Compulsive Buying Disorder] ในประเทศไทย บริการด้านสุขภาพจิตเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งผ่านโรงพยาบาลรัฐ คลินิกเอกชน แพลตฟอร์มปรึกษาออนไลน์ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างๆ
ขณะที่วงจร doom spending กำลังซ้อนทับกับความกังวลเรื่องปากท้องที่เพิ่มสูงขึ้น การตลาดและโซเชียลมีเดียก็มีส่วนอย่างมากในการปลูกฝังนิสัยเหล่านี้ โดยเฉพาะกับกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่คล่องแคล่วเรื่องดิจิทัลและเปิดรับสิ่งเร้าทางออนไลน์รวมถึงเทรนด์โลกได้ง่ายที่สุด [CreativeBrief] ในบ้านเรา ปรากฏการณ์นี้ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงบนแพลตฟอร์มอย่าง BrandBuffet พร้อมคำเตือนว่าการใช้โซเชียลมีเดียหนักๆ อาจกระตุ้นให้เกิด doom spending ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมือง [BrandBuffet Facebook)] “เราต้องหัดหยุดคิดและตั้งคำถามกับการซื้อทุกครั้ง” โค้ชการเงินชาวไทยคนหนึ่งให้ความเห็น “โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันต้องแลกมาด้วยความมั่นคงในอนาคตของเรา”
แม้ว่า doom spending จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่แรงกดดันเฉพาะที่คนไทยเผชิญ เช่น การเข้าถึงร้านค้าออนไลน์ที่ง่ายดาย ความคาดหวังทางสังคมเรื่องหน้าตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือภาระที่ต้องดูแลครอบครัวหลายรุ่น ยิ่งทำให้ต้องหาทางออกที่ละเอียดอ่อนและเข้ากับบริบทสังคมไทย วัฒนธรรมไทยเราส่งเสริมเรื่องความประหยัดและการนึกถึงส่วนรวมมานาน การรื้อฟื้นคุณค่าเหล่านี้และผสมผสานเข้ากับความรู้เท่าทันโลกดิจิทัลสมัยใหม่อาจเป็นทางแก้ที่ได้ผลดีที่สุด
มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากผู้คนไม่ปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีรับมือกับปัญหาที่ดีต่อสุขภาพมากกว่านี้ doom spending ก็อาจจะยิ่งระบาดหนักขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกแปลกแยกในสังคม และการตลาดดิจิทัลที่ดุดัน มาตรการสำคัญในอนาคตอาจรวมถึงการให้ความรู้ทางการเงินที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุมมากขึ้น การกำกับดูแลบริการ ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ (Buy Now, Pay Later) ที่ฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ให้เข้มงวดขึ้น และการพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่ติดกับดักหนี้สิน
สำหรับตอนนี้ ข้อคิดสำคัญสำหรับผู้อ่านชาวไทยนั้นชัดเจน: ครั้งต่อไปที่ความเครียดหรือความไม่แน่นอนทำให้คุณอยากช้อปตามอารมณ์ ลองหยุด หายใจลึกๆ แล้วถามตัวเองดูว่า ของชิ้นนั้นจำเป็นจริงๆ หรือเป็นแค่ยาใจชั่วคราวที่ช่วยกลบเกลื่อนความรู้สึกไม่สบายใจลึกๆ ลองหันมาทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัว ฝึกกำหนดลมหายใจอย่างมีสติทุกวัน หรือตั้งกฎ ‘พักสมอง’ ชะลอการตัดสินใจซื้อของที่ไม่จำเป็น และหากคุณหรือคนใกล้ตัวรู้สึกว่ากำลังมีปัญหาใช้จ่ายเกินควบคุม อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะการลงทุนเพื่อความมั่นคงในอนาคต คือการ ‘ซื้อ’ ที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว
แหล่งข้อมูล: