การดื่มชาอุ่นๆ สักถ้วย เป็นเรื่องที่ผูกพันกับชีวิตคนไทยมานาน และตอนนี้ก็มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ มาช่วยยืนยันสรรพคุณด้านการผ่อนคลายที่รู้กันดีอยู่แล้ว งานวิจัยล่าสุดที่ถูกพูดถึงในข่าวต่างประเทศและวารสารวิชาการ ยืนยันว่าการดื่มชาทั่วไป โดยเฉพาะชาเขียวและชาดำ สามารถช่วยให้สมองสงบลงและรู้สึกผ่อนคลายได้จริง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจของคนที่ต้องเจอกับความเครียดในชีวิตประจำวัน ผลการวิจัยนี้ยิ่งมีความหมายกับคนไทย เพราะ “ชา” ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม การเข้าสังคม และเป็นสิ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพให้ดีด้วย

แล้วทำไมเรื่องธรรมดาๆ อย่างการดื่มชาถึงส่งผลได้ขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่ส่วนประกอบทางเคมีเฉพาะตัวของชา โดยเฉพาะ แอล-ธีอะนีน (L-theanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนหายากที่ไม่ใช่โปรตีน และพบได้มากในใบชา แหล่งข้อมูล งานทบทวนวรรณกรรมล่าสุดที่รวบรวมบน PubMed ชี้ให้เห็นว่านักประสาทวิทยาและนักโภชนาการกำลังให้ความสนใจแอล-ธีอะนีนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะร่างกายดูดซึมได้ดี ซึมผ่านเข้าสู่สมอง และส่งผลต่อสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวกับอารมณ์และความผ่อนคลาย อย่างโดปามีนและเซโรโทนิน แหล่งข้อมูล มีหลักฐานชี้ว่าแอล-ธีอะนีนช่วยเพิ่มการทำงานของคลื่นสมองอัลฟ่า (alpha brain wave) ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงสภาวะ “ตื่นตัวแต่ผ่อนคลาย” คือมีสมาธิแต่ไม่เครียด ไม่ได้ทำให้ง่วงซึมหรือรู้สึกกดประสาท แหล่งข้อมูล

การทดลองในคนเมื่อไม่นานมานี้ที่ศึกษาชาอู่หลงเสริมกาบา (GABA) พบว่าการดื่มทุกวันเป็นเวลาสี่สัปดาห์ ช่วยเพิ่มคลื่นสมองอัลฟ่าในกลุ่มผู้เข้าร่วมได้อย่างชัดเจน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความรู้สึกสงบและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบว่าความดันโลหิตทั้งตัวบนและตัวล่างลดลงด้วย ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าชาช่วยรับมือกับผลกระทบทางร่างกายจากความเครียดได้ แหล่งข้อมูล

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ส่วนใหญ่ ซึ่งสรุปโดยนักกำหนดอาหารชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในบทความล่าสุด ชี้ว่าฤทธิ์ช่วยให้สงบของชาเกิดจากการทำงานร่วมกันของแอล-ธีอะนีน, คาเฟอีนในปริมาณที่ไม่มากนัก, และสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่าคาเทชิน (catechins) ซึ่งมีสัดส่วนต่างกันไปในชาเขียว ชาดำ และชาอู่หลง แหล่งข้อมูล สิ่งที่ต่างจากเครื่องดื่มช่วยผ่อนคลายหลายชนิดที่ต้องพึ่งพาส่วนผสมออกฤทธิ์หลายตัว หรือยาคลายเครียดสังเคราะห์ คือการทำงานร่วมกันของสารต่างๆ ในชานั้นออกฤทธิ์อย่างนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ และไม่รบกวนการทำงานของร่างกาย “ต่างจากยาคลายเครียด แอล-ธีอะนีนดูเหมือนจะไม่ทำให้ประสาทสัมผัสช้าลง” นักประสาทวิทยาคนหนึ่งอธิบายใน Vogue “มันช่วยสร้างความผ่อนคลายโดยส่งผลต่อสารเคมีในสมองและเพิ่มคลื่นอัลฟ่า ซึ่งเกี่ยวกับสภาวะจิตใจที่สงบและมีสมาธิ” แหล่งข้อมูล

สำหรับคนไทยที่ชอบจิบชาเขียวหรือชาอู่หลงเข้มๆ สักแก้วในบ่ายวันฝนพรำ ผลวิจัยเหล่านี้ยิ่งยืนยันภูมิปัญญาที่คนรุ่นปู่ย่าตายายรู้กันมานาน ว่าขั้นตอนการชงชา การค่อยๆ จิบ และการดื่มชาพร้อมหน้าพร้อมตา ช่วยเพิ่มความสงบที่สัมผัสได้จริง และคืนความสมดุลให้กับชีวิตประจำวัน แม้กาแฟจะฮิตมากขึ้น แต่ในหลายพื้นที่ ชาก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดยามเช้า และเป็นส่วนสำคัญทั้งในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธและการดูแลสุขภาพทั่วไป สะท้อนบทบาทสองด้านทั้งในเชิงประเพณีและการดูแลสุขภาพ

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ พงศาวดารก็บันทึกการใช้ชาในสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา ทั้งในฐานะของกำนัลทางการทูตและยาบำรุงสมุนไพร ในอดีต ทั้งพระสงฆ์และหมอแผนโบราณมักแนะนำชาสมุนไพรสำหรับอาการวิตกกังวลหรือนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ามีการยอมรับในคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของชามาอย่างยาวนาน ล่าสุด การตรวจสอบโดยกระทรวงสาธารณสุขและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารไทย ก็ยิ่งตอกย้ำสถานะของชาในฐานะหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (functional beverages) ชั้นนำของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสความสนใจนี้ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่าควรระมัดระวัง แม้สรรพคุณด้านการผ่อนคลายจะเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ยังต้องการหลักฐานที่ชัดเจนจากงานวิจัยในคนจำนวนมาก เพื่อให้ข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับปริมาณที่พอเหมาะ และผลกระทบเมื่อใช้ร่วมกับคาเฟอีน สำหรับภาวะต่างๆ เช่น โรควิตกกังวลเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทานอาหารเสริม “เราขอแนะนำให้ระมัดระวังในการใช้อาหารเสริมแอล-ธีอะนีนในขนาดสูงเพื่อหวังผลการรักษาในคนทั่วไป และเชื่อว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนคำกล่าวอ้างเกินจริงเกี่ยวกับอาหารเสริมยอดนิยมนี้ในด้านสุขภาพสมองและการผ่อนคลาย” จากงานทบทวนวรรณกรรมที่ตีพิมพ์ในปี 2025 แหล่งข้อมูล

แล้วทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับคนไทย? วิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุดในการได้รับประโยชน์จากชาเพื่อความสงบ ก็คือการดื่มชาแบบธรรมดาๆ นี่แหละ ไม่ว่าจะดื่มกับเพื่อนฝูง ครอบครัว หรือในช่วงเวลาที่ต้องการความสงบส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อ ‘เครื่องดื่มเพื่อการผ่อนคลาย’ ราคาแพง เพราะชาเขียว ชาดำ และชาอู่หลงแบบดั้งเดิมก็มีส่วนผสมทางชีวเคมีที่เหมาะสมอยู่แล้ว แถมยังได้ฝึกสติไปกับกิจวัตรที่คุ้นเคยอีกด้วย

เมื่อมองไปข้างหน้า ความนิยมในชาที่ไม่เคยเสื่อมคลายนั้น สอดคล้องอย่างยิ่งกับประเด็นด้านสุขภาพจิตที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดในที่ทำงาน ความกังวลของนักเรียนนักศึกษา หรือปัญหาการนอนไม่หลับที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์อาจพิจารณาส่งเสริมการดื่มชาอย่างพอเหมาะ ไม่ใช่ว่าเป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค แต่ในฐานะวิถีปฏิบัติที่คุ้นเคยทางวัฒนธรรมและได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ สำหรับช่วยจัดการความเครียดในชีวิตประจำวัน

ในทางปฏิบัติ ผู้อ่านชาวไทยสามารถจัดสรรเวลาพักดื่มชาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันที่บ้านและที่ทำงานได้ ลองดื่มชาหลากหลายชนิด เช่น ชาเขียว ชาอู่หลง มัทฉะ หรือแม้แต่ชาสมุนไพรอย่างคาโมมายล์และเปปเปอร์มินต์ สำหรับคนที่อยากเลี่ยงคาเฟอีน การดื่มชาควบคู่ไปกับการพักสายตาจากหน้าจอ หรือการฝึกสติสั้นๆ ก็จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจลองเริ่มกิจวัตรการดื่มชาอุ่นๆ (แบบไม่มีคาเฟอีน) ในช่วงเย็น เพื่อช่วยให้ทั้งครอบครัวผ่อนคลายก่อนเข้านอน เวลาเลือกซื้อ ควรเลือกชาแท้ที่ไม่เติมน้ำตาลหรือแต่งกลิ่นสังเคราะห์ และอย่าลืมว่าความพอดีเป็นสิ่งสำคัญ: ดื่มวันละ 1-3 ถ้วย และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอด้วย

ในขณะที่วิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าพิสูจน์สิ่งที่ครอบครัวไทยและพระสงฆ์หลายรูปปฏิบัติสืบต่อกันมา ชาหนึ่งถ้วยจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทั้งภูมิปัญญาแต่โบราณกับการดูแลสุขภาพยุคใหม่ เป็นเหมือนคำเชิญชวนให้เราใช้ชีวิตช้าลงในทุกๆ วัน สูดกลิ่นหอมละมุน และปล่อยให้ความผ่อนคลายค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาในโลกที่แสนวุ่นวาย

แหล่งข้อมูล: