เดี๋ยวนี้เวลาไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เรามักจะเจอแพ็คเกจจิ้งอาหารสวยๆ พร้อมคำโฆษณาตัวเป้งๆ อย่าง “ดีต่อสุขภาพหัวใจ” “โปรตีนสูง” หรือ “คาร์โบไฮเดรตต่ำ” แต่ล่าสุดมีงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า คำโฆษณาพวกนี้เชื่อถือได้แค่ไหนกันแน่? แล้วผู้บริโภคทั้งในไทยและทั่วโลกอาจกำลังตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เรียกว่า “การฟอกเขียวทางโภชนาการ” (nutriwashing) หรือ “การฟอกเขียวเพื่อสุขภาพ” (healthwashing) หรือเปล่า Yahoo

แล้วการฟอกเขียวทางโภชนาการมันคืออะไร? พูดง่ายๆ ก็คือ พวกนักการตลาดชอบใช้คำสวยหรูอย่าง “จากธรรมชาติ” “ปราศจากกลูเตน” และ “เสริมภูมิคุ้มกัน” มาทำให้อาหารแปรรูปดูดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ ลินด์เซย์ มาโลน นักกำหนดอาหารและอาจารย์ด้านโภชนาการจาก Case Western Reserve University บอกกับ Yahoo Life ว่า “คำอ้างพวกนี้มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ทำให้หลงเชื่อว่าอาหารนั้นดีต่อสุขภาพ คนซื้อก็เลยเลือกสินค้าที่คิดว่าดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเป็นแค่อาหารแปรรูปสูงที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำก็ได้” คำเตือนของเธอก็สอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่พบว่า อาหารหลายอย่างที่แปะป้ายว่า “โปรตีนสูง” หรือ “โฮลเกรน” กลับมีน้ำตาล สารให้ความหวานแทนน้ำตาล และวัตถุกันเสียสูงปรี๊ดอย่างไม่น่าเชื่อ PubMed, 2024

แถมผู้ผลิตอาหารยังเคยโดนจับโป๊ะว่าแอบปรับเปลี่ยนขนาดหน่วยบริโภคเพื่อให้ตัวเลขบนฉลากดูสวย หรือใช้คำว่า “ธรรมชาติ” (ซึ่งมาโลนบอกว่าแทบไม่มีความหมายอะไรเลยและไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม ทำให้เอาไปใช้กับอาหารที่มีน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูงหรือสารปรุงแต่งสังเคราะห์ก็ได้) การใช้แพ็คเกจจิ้งที่ทำให้เข้าใจผิดแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในอเมริกา ในบ้านเราเองก็กำลังมีการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขแนวทางเรื่องฉลากโภชนาการอยู่เหมือนกัน หลังจากที่หน่วยงานรัฐได้รับข้อร้องเรียนจากฝั่งอุตสาหกรรม และต้องพยายามทำให้ข้อมูลบนฉลากชัดเจนและตรงไปตรงมามากขึ้น FoodNavigator-Asia, 2025

ลองไปดูคดีความในต่างประเทศ จะเห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่หลายเจ้าเคยโดนฟ้องร้องแบบกลุ่มมาแล้ว โทษฐานอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ตัวอย่างดังๆ ล่าสุดก็มี คาปรี ซัน ของบริษัท Kraft Heinz Foods ที่อ้างว่าใช้ “ส่วนผสมจากธรรมชาติทั้งหมด” บนหีบห่อ แต่ก็โดนฟ้องจนต้องไปพิสูจน์ความถูกต้องกันในศาล Yahoo คดีฟ้องร้องที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มักจะพุ่งเป้าไปที่การอ้างว่าเป็น “ผลไม้แท้”, การเคลมเกินจริงเรื่องรสธรรมชาติ, และการอ้างประโยชน์ต่อสุขภาพของขนมแปรรูปสูงที่พิสูจน์ไม่ได้ FoodNavigator-USA, 2025

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย เรื่องนี้ก็กระทบเราเต็มๆ เหมือนกัน ฉลากโภชนาการเริ่มมีในไทยช่วงปลายยุค 90 และตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) ที่บอกข้อมูลพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ก็กลายเป็นข้อบังคับสำหรับขนมขบเคี้ยวหลายประเภท ถึงอย่างนั้น หน่วยงานกำกับดูแลและนักรณรงค์เพื่อผู้บริโภคในไทยก็เห็นพ้องกับนักวิจัยต่างชาติถึงปัญหาโลกแตก นั่นคือ ฉลากมักจะเต็มไปด้วยข้อมูลยิบย่อย ศัพท์เฉพาะทางที่เข้าใจยาก ตัวหนังสือก็เล็กจิ๋ว จนบางทีต้องใช้แว่นขยายส่อง “ปัญหาแรกที่นึกถึงเลยคือข้อมูลบนฉลากมันเยอะเกินไป ไม่ว่าขนาดบรรจุภัณฑ์จะเล็กหรือใหญ่” คุณพัชรา แกล้วกล้า จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bangkok Post ผลสำรวจระดับประเทศเผยว่า แม้คนไทย 57% จะรู้ว่ามีฉลากโภชนาการอยู่ แต่ในจำนวนนั้นมีไม่ถึง 60% ที่เข้าใจจริงๆ ว่าตัวเลขเหล่านั้นหมายถึงอะไร Bangkok Post

ความยุ่งยากยังไม่หมดแค่นั้น รายการส่วนผสมที่ไม่ตรงกัน, คำเตือนสำหรับคนแพ้อาหารที่ซ่อนอยู่ในตัวพิมพ์เล็กๆ, และการขาดข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุกันเสียหรือสีผสมอาหาร ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อของโดยมีข้อมูลไม่ครบถ้วน สำหรับพ่อแม่ที่ซื้อของให้ลูก, คนที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน, หรือใครก็ตามที่อยากกินของที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น การต้องมานั่งถอดรหัสว่าป้าย “ไขมันต่ำ” หรือ “ไม่เติมน้ำตาล” หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ กลายเป็นเรื่องท้าทายในชีวิตประจำวันไปแล้ว กลุ่มอาหารแปรรูปพิเศษ (ultra-processed food) ที่กำลังโตวันโตคืนยิ่งเป็นปัญหา เพราะงานวิจัยนานาชาติมากมายชี้ว่า การบริโภคอาหารประเภทนี้มากๆ สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน และมะเร็ง PubMed, 2024

แล้วหน่วยงานในไทยกำลังทำอะไรอยู่บ้าง? ตอนนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ได้เริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ฉลากอ่านง่ายขึ้นและสะท้อนคุณค่าทางโภชนาการที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ FoodNavigator-Asia, 2025 แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้างเรื่องการใช้รหัสสี (ปัจจุบันกำหนดให้ใช้แค่สีดำ น้ำเงิน และขาวเท่านั้น) และความยากลำบากของผู้ผลิตที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่พื้นหลังสีขาว เช่น กล่องกระดาษลูกฟูก หน่วยงานกำกับดูแลหวังว่าการผ่อนปรนเรื่องสีให้ยืดหยุ่นขึ้น และการกำหนดนิยามที่ชัดเจนขึ้น เช่น การอนุญาตให้แยกระหว่าง “น้ำตาลทั้งหมด” กับ “น้ำตาลที่เติมเพิ่ม” จะช่วยให้ฉลากโปร่งใสขึ้น โดยไม่สร้างภาระทางการค้าที่ไม่จำเป็น

แนวทางของไทยก็สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่พยายามต่อสู้กับบรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เข้าใจผิด ตัวอย่างเช่น เม็กซิโก ได้ปรับปรุงฉลากด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ใหม่ โดยใช้คำเตือนง่ายๆ ซึ่งได้ไอเดียมาจากระบบของชิลี เพราะงานวิจัยพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรือไม่สนใจข้อมูลโภชนาการที่ซับซ้อน Wikipedia อินเดียและสเปนก็กำลังผลักดันให้มีฉลากที่เข้าใจง่าย เป็นมาตรฐาน และบังคับใช้ เพื่อรับมือกับปัญหาโรคระบาดที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกิน PubMed, 2024

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่าฉลากอย่างเดียวก็ไม่ใช่ยาวิเศษแก้ได้ทุกปัญหา แม้แต่นักศึกษาด้านโภชนาการเองก็ยังงงกับข้อมูลหน้าซองได้ และข้อมูลยอดขายจริงในประเทศที่มีการปฏิรูปฉลากไปแล้ว ชี้ว่าถึงแม้บางบริษัทจะปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้ดีต่อสุขภาพขึ้น แต่ผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอาจมีไม่มากนัก หากขาดการรณรงค์ให้ความรู้อย่างจริงจังควบคู่ไปด้วย

แล้วคำแนะนำที่เอาไปใช้ได้จริงสำหรับนักช้อปชาวไทยคืออะไร? ลินด์เซย์ มาโลน และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการคนอื่นๆ แนะนำว่า ให้มองข้ามคำโฆษณาชวนเชื่อและคำอ้างสวยหรูบนหน้าซองไปเลย “ไม่ต้องไปสนใจคำอ้างหน้ากล่อง [และ] ให้พลิกไปดูรายการส่วนผสมและฉลากโภชนาการเสมอ แทนที่จะเชื่อคำฮิตทางการตลาด” มาโลนบอกกับ Yahoo Life คำแนะนำของเธอสอดคล้องกับคำแนะนำอมตะของ ไมเคิล พอลแลน ที่ว่า: ถ้าเป็นอาหารที่รุ่นปู่ย่าตายายเรากินกันได้ ก็กินได้เลย อาหารที่ดีต่อสุขภาพที่สุด—อย่าง แกง ข้าวเหนียว ปลา(ย่าง)—แทบไม่จำเป็นต้องมีคำโฆษณาเรื่องสุขภาพแปะอยู่หน้าซอง การเลี่ยงอาหารที่มีสีสังเคราะห์, รสสังเคราะห์, วัตถุกันเสีย, หรือมีน้ำตาลและเกลือที่เติมเพิ่มในปริมาณสูง เป็นวิธีที่ไว้ใจได้เสมอ

สรุปแล้ว แม้ว่าบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยจะแปะคำอ้างเรื่องสุขภาพที่ดูน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องราวจากคดีความและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า ฉลากส่วนใหญ่ต้องอ่านอย่างรอบคอบ หน่วยงานกำกับดูแลกำลังค่อยๆ ปรับปรุงกฎระเบียบ แต่สุดท้ายแล้ว เกราะป้องกันที่ดีที่สุดคือการผสมผสานระหว่างการให้ความรู้ผู้บริโภค, การรู้จักตั้งคำถามไม่เชื่อง่ายๆ, และการหันกลับไปเลือกทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ซึ่งก็คืออาหารหลักที่เป็นหัวใจของครัวไทยมาหลายชั่วอายุคน ในตอนนี้ ผู้ซื้อควรใส่ใจกับรายละเอียดตัวเล็กๆ บนฉลากให้มากขึ้น และเมื่อไม่แน่ใจ ให้เลือกอาหารที่ไม่ต้องพึ่งแคมเปญการตลาดมาการันตีว่าดีต่อสุขภาพ

สำหรับใครที่สนใจติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่กำลังจะเกิดขึ้น อย. ไทย เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับแนวทางการติดฉลากฉบับปรับปรุงจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ผู้อ่านที่ใส่ใจสุขภาพยังสามารถเรียนรู้วิธีอ่านฉลากเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคหรือกระทรวงสาธารณสุข

เคล็ดลับนำไปใช้จริง: ครั้งต่อไปที่คุณไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ลองท้าทายตัวเองให้เมินบรรจุภัณฑ์สีสันฉูดฉาดที่เต็มไปด้วยคำโฆษณา แล้วหันมาเลือกซื้ออาหารที่เป็นวัตถุดิบจริงๆ ใส่ตะกร้าแทน เช่น ผักสด ผลไม้ ไข่ และข้าวโอ๊ตธรรมดา หากจำเป็นต้องซื้ออาหารสำเร็จรูป ก็ต้องพิจารณาให้ดีเป็นพิเศษ: พลิกดูฉลากด้านหลัง เช็คปริมาณน้ำตาล โซเดียม และความยาวของรายการส่วนผสม ถ้าไม่แน่ใจ ให้เชื่อสัญชาตญาณและภูมิปัญญาอาหารของเรา—อาหารไทยดั้งเดิม เกือบจะเป็นผู้ชนะเสมอ

แหล่งข้อมูลสำคัญ: