บทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน The New York Times กำลังปลุกความหวังครั้งใหญ่ให้กับผู้คนนับล้านที่กังวลเรื่องมะเร็ง โดยชี้ว่ามะเร็งในผู้ใหญ่มากถึง 40% มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านการใช้ชีวิตที่เราสามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนได้ (NYT, 2025) ข้อค้นพบนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงโอกาสสำคัญที่ทุกคน—ไม่ว่าจะมีประวัติครอบครัวเป็นอย่างไร—สามารถกำหนดชะตาความเสี่ยงมะเร็งของตัวเองได้ผ่านการเลือกเกี่ยวกับ การสูบบุหรี่ อาหาร น้ำหนักตัว และการออกกำลังกาย สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อาจกำลังเผชิญกับความกังวลเรื่องมะเร็งของตนเองหรือคนในครอบครัว ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จึงนับว่ามาได้ถูกจังหวะเวลา
มะเร็งเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพคนไทยอย่างมาก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 190,000 คนต่อปี และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศ (WHO Cancer Country Profile, Thailand, 2020) คนไทยหลายคน เช่นเดียวกับผู้อ่านที่กังวลในบทความต้นฉบับของ New York Times เมื่อเห็นญาติพี่น้องป่วยเป็นมะเร็ง ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดก็ยืนยันว่า แม้พันธุกรรมจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่—โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด—มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตมากกว่ายีนกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดร. ฟาร์ฮัด อิสลามี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิทยาศาสตร์ สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา และผู้เขียนหลักของงานวิจัยที่อ้างถึง ได้ให้กำลังใจว่า: “นับเป็นข่าวดีทีเดียวครับ เพราะนั่นหมายความว่าเราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการหันมาใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น”
สำหรับคนไทยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง การซักประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวอย่างละเอียดจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองไล่เรียงดูว่าญาติคนไหนได้รับการวินิจฉัย เป็นมะเร็งชนิดใด และเมื่ออายุเท่าไร (โดยเฉพาะหากอายุน้อยกว่า 50 ปี) ดร. เอมี่ โคแมนเดอร์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ศูนย์มะเร็งโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล อธิบายว่า มะเร็งที่พบในคนอายุน้อย หรือพบซ้ำๆ ในเครือญาติสายตรง (เช่น มะเร็งเต้านม รังไข่ หรือลำไส้ใหญ่) มักชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อาจมียีนกลายพันธุ์ร่วมกัน “ลองสังเกตดูรูปแบบนะครับ” ดร. โคแมนเดอร์แนะนำ ตัวอย่างเช่น ถ้าคนในครอบครัวหลายคนที่ไม่สูบบุหรี่เลย กลับป่วยเป็นมะเร็งปอดตั้งแต่อายุยังน้อย นั่นก็อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัจจัยทางพันธุกรรมได้
ทุกวันนี้ การตรวจยีนเริ่มเข้าถึงง่ายขึ้นเรื่อยๆ และอาจกลายเป็นเรื่องปกติในไม่ช้าสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในประเทศไทยเช่นกัน แนวปฏิบัติทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคก็กำลังปรับเปลี่ยน และในบางประเทศ ระบบประกันสุขภาพหรือบริการสาธารณสุขของรัฐก็เริ่มครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการตรวจยีน BRCA1 และ BRCA2 (ที่เชื่อมโยงกับมะเร็งเต้านมและรังไข่) หรือการกลายพันธุ์ของกลุ่มอาการลินช์ (Lynch syndrome) (ซึ่งเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สูงขึ้น) ดร. ซัยยิด อะหมัด ผู้อำนวยการรักษาการ ศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยซินซินแนติ สนับสนุนให้เปิดใจรับคำปรึกษาด้านพันธุศาสตร์: “หลายครั้งที่คนไข้ไม่กล้าไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ เพราะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ จริงๆ แล้ว การมียีนที่แตกต่างออกไป (gene variants) ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไปนะครับ” ข้อควรรู้สำหรับคนไทยคือ: หากคุณตรวจพบว่ามียีนมะเร็งที่รู้จัก คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองที่บ่อยขึ้นและเร็วขึ้น แทนที่จะรอจนกว่าจะมีอาการ ดร. จูดี้ การ์เบอร์ จากสถาบันมะเร็งดานา-ฟาร์เบอร์ ย้ำว่า “คงไม่มีใครอยากพลาดโอกาสที่จะตรวจเจอโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งอาจรักษาให้หายขาดได้”
อย่างไรก็ดี ดร. การ์เบอร์ ชี้ว่า พันธุกรรมเป็นสาเหตุของมะเร็งเพียงราว 10% เท่านั้น—ซึ่งสถิตินี้ก็สอดคล้องกับงานวิจัยในเอเชียและในกลุ่มประชากรไทยด้วย (PubMed: Cancer Epidemiology in Thailand) ผู้ป่วยจำนวนมากเกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอที่เกิดขึ้นเอง หรือจากการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่า “เราจึงไม่ควรโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุของมะเร็ง” ดร. โคแมนเดอร์กล่าว ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีพฤติกรรมหลายอย่างที่เราปรับเปลี่ยนได้ และส่งผลต่อความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของมะเร็งที่ป้องกันได้ทั่วโลกและในประเทศไทย โดยเฉพาะในไทยที่ผู้ชายถึง 40% ยังคงสูบบุหรี่ แม้อัตราในกลุ่มวัยรุ่นจะลดลงบ้างแล้วก็ตาม (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2564) ข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า: การเลิกบุหรี่ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม ช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมาก งานทบทวนวรรณกรรมปี 2021 พบว่าคนที่เลิกบุหรี่ได้ ร่างกายจะฟื้นฟูจนมีระดับการป้องกันมะเร็งใกล้เคียงกับคนไม่เคยสูบได้ค่อนข้างเร็ว (JAMA, 2021)
การคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าภาวะอ้วนมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งอย่างน้อย 13 ชนิด รวมถึงมะเร็งที่พบบ่อยในไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม (CDC: Cancer and Obesity) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของคนไทย ทั้งจากวิถีชีวิตในเมืองและการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออาหารไทยดั้งเดิมที่เน้นผัก สมุนไพร และธัญพืช ถูกแทนที่ด้วยอาหารสไตล์ตะวันตกที่ไขมันและน้ำตาลสูง คำแนะนำในปัจจุบันคือ: เน้นกินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วต่างๆ ให้มากขึ้น ลดการกินเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป การออกกำลังกายเป็นประจำก็สำคัญเช่นกัน ดร. อลิสัน ไคลน์ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า: การขยับร่างกายเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ แม้จะไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดลงโดยตรงก็ตาม
สำหรับประเทศไทย ก็มีปัจจัยเสี่ยงมะเร็งบางอย่างที่เฉพาะตัว อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ตัวอย่างเช่น มะเร็งท่อน้ำดี ที่พบมากผิดปกติในภาคอีสาน ซึ่งเชื่อมโยงกับการกินปลาน้ำจืดดิบที่มีพยาธิใบไม้ตับ (Bangkok Post) ส่วนการเคี้ยวหมาก ซึ่งยังพบได้ในผู้สูงอายุบางพื้นที่ ก็เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งช่องปาก (Cancer Research UK) ในแง่ความเชื่อ บางคนอาจมองว่าการเจ็บป่วยเป็นเรื่องของ “กรรม” หรือโชคชะตา ซึ่งอาจทำให้ลังเลที่จะไปตรวจสุขภาพหรือป้องกันโรคเชิงรุก แต่ดังที่ ดร. ฟาร์ฮัด อิสลามี ย้ำว่า “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยได้เสมอครับ กรรมเก่าอาจมีส่วน แต่ก็ไม่ใช่ตัวกำหนดความเสี่ยงมะเร็งทั้งหมด”
มองไปข้างหน้า ทั้งความหวังและความรับผิดชอบกำลังรออยู่ ด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น ในไม่ช้าคนไทยจำนวนมากขึ้นอาจได้รับการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ที่นำข้อมูลทั้งประวัติครอบครัว พันธุกรรม และไลฟ์สไตล์มาพิจารณาร่วมกัน รัฐบาลไทยเองก็กำลังลงทุนกว่า 150 ล้านบาทต่อปีในโครงการคัดกรองและป้องกันมะเร็งทั่วประเทศ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งให้ได้มากขึ้น (กระทรวงสาธารณสุข) ขณะเดียวกัน หน่วยงานสาธารณสุขก็กำลังจับตาปัญหาโรคอ้วนที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต จากการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อทั้งมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่นๆ ด้วย
สำหรับแนวทางปฏิบัติที่ผู้อ่านชาวไทยนำไปใช้ได้:
- ลองสอบถามญาติผู้ใหญ่เพื่อรวบรวมประวัติการป่วยเป็นมะเร็งของคนในครอบครัวให้ละเอียด
- ปรึกษาคุณหมอว่าครอบครัวของคุณควรรับคำปรึกษาด้านพันธุศาสตร์หรือไม่
- เลิกสูบบุหรี่ หรือขอความช่วยเหลือจากคลินิกเลิกบุหรี่ตามโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยใกล้บ้าน
- เลือกกินอาหารไทยที่ดีต่อสุขภาพ เน้นผัก สมุนไพรสด ปลา เลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูปและของว่างไขมันสูง
- ออกกำลังกายเป็นประจำ แค่เดินเร็วๆ ในสวนสาธารณะหรือรอบตลาดแถวบ้านก็ถือว่าใช้ได้
- อย่ากลัวที่จะไปตรวจคัดกรองมะเร็งตามระยะเวลาที่แนะนำ โดยเฉพาะถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
ในวันที่สถิติมะเร็งในไทยยังน่ากังวล พลังของการป้องกันจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด จริงอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า บ่อยครั้งพฤติกรรมของเรากลับส่งผลต่อความเสี่ยงมากกว่าพันธุกรรมเสียอีก หรือดังที่สุภาษิตไทยว่าไว้ “กันไว้ดีกว่าแก้”
แหล่งข้อมูล:
- How Can I Reduce My Risk of Cancer? - The New York Times (2025)
- Thailand Cancer Country Profile 2020 – WHO
- Cancer Epidemiology in Thailand – PubMed
- National Statistical Office of Thailand – Smoking
- JAMA – Smoking and Cancer Risk
- CDC – Obesity and Cancer
- Bangkok Post – Cholangiocarcinoma Campaign
- Thailand Ministry of Public Health
- Cancer Research UK – Betel Quid