วงการวิทยาศาสตร์กำลังเกิดความกังวลระลอกใหม่ หลังมีหลักฐานชี้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า โควิด-19 อาจเป็นตัวเร่งให้สมองเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า: หรือไวรัสโคโรนากำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าความชราของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง? แพทย์และนักวิจัยทั่วโลกต่างจับตาสัญญาณที่บ่งชี้ว่า การรอดชีวิตจากโควิด-19 อาจกระตุ้นกระบวนการเสื่อมถอยของสมองที่ปกติจะเกิดตามวัยให้มาถึงเร็วขึ้น ซึ่งรวมถึงอาการหลงลืม สับสน และปัญหาทางระบบประสาทอื่นๆ ที่อาจปรากฏเร็วขึ้นและรุนแรงกว่าที่เคยเป็น ข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งมาจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังเปลี่ยนมุมมองการพูดคุยเรื่องสุขภาพ ความสูงวัย และการดูแลระยะยาว ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก (WSJ)
สำหรับสังคมไทย ซึ่งให้ความเคารพผู้สูงอายุและตระหนักถึงปัญหาภาวะสมองเสื่อมเป็นทุนเดิม ประเด็นนี้นับว่าน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ตามธรรมเนียมปฏิบัติ วัยชราคือช่วงเวลาที่ครอบครัวจะดูแลเอาใจใส่ผู้หลักผู้ใหญ่ ให้ความสำคัญกับความจำที่ยังดี ความคิดที่เฉียบคม ไม่ต่างจากสุขภาพร่างกาย แต่ในเมื่อโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน จะเกิดอะไรขึ้นหากการฟื้นตัวจากไวรัสกลับเพิ่มความเสี่ยงใหม่ต่อสุขภาพสมองที่ถดถอย แม้แต่ในคนที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาด้านความจำหรือการรับรู้ที่ชัดเจน? ภัยคุกคามนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวบุคคล แต่อาจสร้างภาระหนักอึ้งให้กับครอบครัว ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจของไทย จากจำนวนผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและสมองที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ เผยว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง มีอัตราการเสื่อมถอยของความสามารถทางปัญญา (cognitive decline) สูงกว่าคนในวัยเดียวกันที่ไม่เคยติดเชื้อ ตัวอย่างเช่น การศึกษาในปี 2025 ชี้ถึง “อาการทางสติปัญญาที่พบในผู้ป่วยลองโควิด (long-COVID) ส่วนใหญ่” โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่ากลไกที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและการอักเสบในสมองอาจเป็นต้นตอของปัญหาเหล่านี้ (PubMed) นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นหญิงวัย 73 ปี ที่เกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและอาการทางจิตประสาทอย่างชัดเจน ซึ่งท้ายที่สุดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “ภาวะสมองอักเสบหลังโควิด” (post-COVID encephalopathy) นานกว่าหนึ่งปีหลังติดเชื้อ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและเรื้อรังของอาการทางสมองที่เกิดจากลองโควิด (PubMed)
ล่าสุด Wall Street Journal ได้สรุปความเห็นพ้องที่กำลังก่อตัวขึ้นในวงการแพทย์ว่า: “ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าผู้ป่วยลองโควิดจำนวนมากประสบปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจและอาการทางระบบประสาทอื่นๆ ซึ่งน่าจะเกิดจากการอักเสบในสมอง” (MSN) ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์หลายคนกำลังสืบหาความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างการตอบสนองของร่างกายต่อไวรัส—โดยเฉพาะการอักเสบเรื้อรังที่พบในผู้ป่วยลองโควิด—กับการทำลายเนื้อเยื่อและหลอดเลือดในสมอง ปฏิกิริยานี้อาจกระตุ้นหรือซ้ำเติมการเปลี่ยนแปลงของสมองตามวัยให้แย่ลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่โรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อมอื่นๆ (The Conversation)
ข้อมูลจากการวิจัยทั้งทางคลินิกและทางระบาดวิทยายิ่งตอกย้ำความกังวลนี้ งานวิจัยชิ้นสำคัญในปี 2025 เรื่อง “ผลกระทบของโควิด-19 ที่รุนแรงต่อการเร่งการเกิดภาวะสมองเสื่อม” ได้สำรวจว่าการติดเชื้อรุนแรงอาจผลักดันให้ผู้ป่วยบางรายเข้าสู่ภาวะความรู้ความเข้าใจถดถอยอย่างรวดเร็วได้อย่างไร แม้กลไกที่แท้จริงจะยังไม่เป็นที่เข้าใจถ่องแท้ก็ตาม (PubMed) ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาทางพันธุกรรมและการถ่ายภาพสมองขนาดใหญ่กำลังเริ่มเผยให้เห็นว่า โควิด-19 อาจกระตุ้นการแสดงออกของยีนที่เชื่อมโยงกับการแก่ตัวของสมอง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากคลินิกที่เล่าถึงผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการ “สมองล้า” (brain fog) และปัญหาความจำนานหลายเดือนหลังหายจากโควิด (Jerusalem Post)
การวิเคราะห์ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ตีพิมพ์ออกมา เน้นย้ำว่าแม้คนทุกวัยอาจได้รับผลกระทบทางสติปัญญาหลงเหลือหลังติดโควิด-19 แต่กลุ่มผู้สูงอายุ—โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี—คือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด ดร. อวินดรา นาถ ผู้อำนวยการคลินิกของสถาบันแห่งชาติด้านความผิดปกติทางระบบประสาทและโรคหลอดเลือดสมองแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อปี 2024 ว่า “เราเจอผู้ป่วยในวัย 40 และ 50 ปี ที่มาด้วยอาการทางสติปัญญาซึ่งคล้ายกับอัลไซเมอร์ระยะแรกๆ เป็นเวลาหลายเดือนหลังจากการติดเชื้อที่ดูเหมือนไม่รุนแรง” พญ. จุฬาพร สิทธิชัย แพทย์ระบบประสาทจากโรงพยาบาลศิริราช เสริมว่า “แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าโควิดเร่งให้เกิดโรคสมองเสื่อมจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้เราแนะนำให้ตรวจคัดกรองความสามารถทางปัญญาสำหรับผู้ป่วยสูงอายุทุกคนหลังการติดเชื้อ โดยไม่เกี่ยงว่าอาการป่วยจะรุนแรงแค่ไหน”
ผลกระทบต่อประเทศไทยนับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรกว่า 20% จะมีอายุเกิน 60 ปีภายในปี พ.ศ. 2578 (สภาพัฒน์) ก่อนการระบาดของโควิด ก็มีคำเตือนถึงภาระจากโรคสมองเสื่อมที่รออยู่ข้างหน้าแล้ว แต่หลังยุคโควิด ภาระนี้อาจหนักหนาสาหัสกว่าเดิมมาก ครัวเรือนไทย ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติมักจะดูแลญาติผู้ใหญ่กันเอง อาจพบว่าการดูแลเป็นไปได้ยากขึ้น หากผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นต้องเผชิญกับภาวะความจำเสื่อมและสับสน ซึ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ
วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนต่างวัย มีค่านิยมเรื่องความกตัญญูและการดูแลผู้สูงอายุให้มีความสุขในบั้นปลายชีวิต ทว่า การระบาดใหญ่ได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง—ซ้ำเติมด้วยความกลัวว่าจะนำเชื้อไปติดสมาชิกครอบครัวที่สูงวัย—และอาจถูกทับถมด้วยผลกระทบทางสติปัญญาระยะยาว ดังที่ นพ. ณัฐพล จอนจิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุจากมหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งข้อสังเกตว่า “ครอบครัวอาจต้องการเครื่องมือและทรัพยากรใหม่ๆ เพื่อปกป้องสุขภาพสมองและปรับตัวรับมือกับจำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมที่อาจเพิ่มสูงขึ้น นี่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องภายในครอบครัวอีกต่อไป”
ในอดีต อัตราโรคสมองเสื่อมที่เพิ่มสูงขึ้นมักจะตามหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมไทย เช่น การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงด้านอาหารการกินและวิถีชีวิต และตอนนี้คือความเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 ก่อนหน้านี้ ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคสมองเสื่อมคือความดันโลหิตสูง เบาหวาน และระดับการศึกษา แต่ปัจจุบัน อาการหลังโควิด (post-COVID syndrome) อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันดับที่สี่ที่ต้องจับตามอง เป็นที่น่าสังเกตว่า ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มผลักดันให้มีโครงการตรวจคัดกรองความสามารถทางปัญญาทั่วประเทศสำหรับผู้สูงอายุที่หายจากโควิด-19 แล้ว ซึ่งคล้ายกับแนวทางใหม่ในญี่ปุ่นและยุโรป (Frontiers in Cellular Neuroscience)
เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิจัยกำลังเร่งหาคำตอบ การศึกษาต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่มุ่งสำรวจว่ายาต้านการอักเสบ การบำบัดทางความคิด หรือโปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบมาเฉพาะ จะสามารถชะลอหรือย้อนกลับการเสื่อมของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับโควิดได้หรือไม่ ผลเบื้องต้นชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการบำบัดบางอย่าง เช่น การฝึกสติ การนวดแผนไทย และการปรับเปลี่ยนอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องการหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ ก่อนที่จะสามารถให้คำแนะนำที่เป็นมาตรฐานได้ (Psychology Today)
แล้วคนไทยเราจะทำอะไรได้บ้างในตอนนี้? ในระหว่างที่รอผลการวิจัยเพิ่มเติม สิ่งที่เราทำได้เพื่อปกป้องสุขภาพสมอง ได้แก่ การฉีดวัคซีนและรับเข็มกระตุ้นตามกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงของอาการโควิด-19 ที่รุนแรง การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยปกป้องระบบประสาท การรับประทานอาหารที่สมดุล อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 (เช่น ปลา เต้าหู้ และสมุนไพรไทยบางชนิด) และรีบปรึกษาแพทย์หากพบว่ามีปัญหาเรื่องความจำ สมาธิ หรืออาการสับสนใหม่ๆ เกิดขึ้นหลังการติดเชื้อโควิด-19 ครอบครัวควรพูดคุยเรื่องความเสี่ยงเหล่านี้อย่างเปิดอก ส่งเสริมให้สมาชิกสูงวัยยังคงมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและฝึกใช้ความคิดอยู่เสมอ และหากจำเป็น ควรขอความช่วยเหลือจากคลินิกสุขภาพจิตหรือระบบประสาท
เหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยต้องตระหนักว่าผลกระทบระยะยาวของโควิด-19 ต่อสมอง อาจเปลี่ยนทิศทางความสำคัญด้านสาธารณสุขของชาติไปอีกหลายทศวรรษ ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และเข้าดูแลช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ คนไทยจะสามารถช่วยกันรักษาไว้ซึ่งไม่เพียงแต่ความทรงจำและความคิดความอ่านของแต่ละคน แต่ยังรวมถึงสายใยสำคัญที่เชื่อมโยงครอบครัวและชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน
แหล่งข้อมูล: