มีงานวิจัยใหม่ที่เพิ่งออกมาเตือนว่า ผู้สูงอายุที่ใช้กัญชาจนเกิดปัญหาถึงขั้นต้องพบแพทย์ อาจเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมในอนาคตสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประเด็นนี้กำลังสร้างความกังวลอย่างมาก เพราะตอนนี้ผู้สูงอายุหันมาใช้กัญชากันมากขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในไทย งานวิจัยชิ้นนี้ ที่ The New York Times รายงานเป็นที่แรก พบความเชื่อมโยงที่น่าจับตา ระหว่างภาวะใช้กัญชาจนเกิดปัญหา (cannabis use disorder) กับการถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในเวลาต่อมา ในกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไป ผลวิจัยนี้ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และคนวางนโยบายต้องหันมาทบทวนแนวทางและการสื่อสารเรื่องกัญชาให้ประชาชนเข้าใจกันใหม่ โดยเฉพาะในไทยที่กำลังถกเถียงเรื่องนโยบายกัญชากันอยู่ตอนนี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญ
ไทยเราเป็นชาติแรกในเอเชียที่เปิดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ถูกกฎหมาย แล้วต่อมาก็ปลดล็อกให้ใช้กันกว้างขวางขึ้น ทำให้ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าผู้สูงอายุหันมาใช้กัญชากันเยอะขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นข่าวดังก็ตาม ส่วนใหญ่ใช้เพื่อลดปวด หรือรับมือกับโรคเรื้อรังต่างๆ เทรนด์นี้แม้จะได้รับความสนใจจากคนบางกลุ่ม แต่ก็สร้างความกังวลให้แพทย์ไทยไม่น้อยเหมือนกัน เพราะกลัวว่าผลกระทบระยะยาวต่อสมองยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง หรือให้ข้อมูลกันเท่าที่ควร งานวิจัยใหม่นี้ใช้ข้อมูลจากผู้สูงอายุหลายพันคนที่เคยเข้ารับการรักษาปัญหาจากการใช้กัญชา พบว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า สูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุอื่นๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้อย่างชัดเจน (New York Times)
ทั่วโลกเอง งานวิจัยเรื่องกัญชากับสมองเสื่อมก็ยังมีผลออกมาแตกต่างกันไป แต่ด้วยขนาดและจุดเน้นของงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ ทำให้ผลที่ออกมาน่าสนใจมากเป็นพิเศษ ดร.แดเนียล ไมแรน แพทย์สาธารณสุขที่ไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้ ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่า “‘ผลวิจัยนี้น่ากังวลจริงๆ ครับ เพราะมันชี้ว่าการใช้กัญชา โดยเฉพาะเมื่อใช้จนเกิดปัญหาหรือต้องรักษา อาจเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม ซึ่งทั้งหมอและคนไข้ต้องคิดให้รอบคอบเลย’” ในการวิเคราะห์ นักวิจัยได้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่รู้กันอยู่แล้ว อย่างโรคหัวใจหรือการดื่มเหล้า ทำให้เห็นว่าความเชื่อมโยงนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ใช่แค่เกี่ยวพันกันเฉยๆ
ภาวะสมองเสื่อม อย่างโรคอัลไซเมอร์ ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่หนักหนาและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับโลกและในไทย ที่กำลังมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อปี 2566 กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า มีคนไทยเป็นโรคสมองเสื่อมกว่า 7 แสนคน และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปี 2593 เพราะไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ (Ministry of Public Health) สถานการณ์แบบนี้ ความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นจากการใช้กัญชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
งานวิจัยนี้ยิ่งสำคัญ เพราะตอนนี้มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยหันมาใช้กัญชา ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม โดยหวังว่าจะช่วยเรื่องนอนไม่หลับ ปวดข้อ ปวดเรื้อรัง หรืออาการจากมะเร็ง ในไทยเอง ผลสำรวจปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็พบว่า กลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไป ใช้กัญชาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า นับตั้งแต่มีการเปิดเสรีบางส่วน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลเรื่องสุขภาพ (Bangkok Post) อย่างไรก็ดี รศ.พญ.คณิตา ทวีเศรษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ รพ.ศิริราช ให้ความเห็นว่า: “’เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่างประโยชน์ระยะสั้นที่อาจจะได้ กับความเสี่ยงระยะยาวที่เพิ่งเจอนี้ ผู้สูงอายุไทยต้องรู้ข้อมูลว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีตอนนี้ อาจทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้นในวันหน้าได้’”
ต้องย้ำว่า งานวิจัยไม่ได้บอกว่ากัญชาทำให้ผู้สูงอายุทุกคนเป็นสมองเสื่อมโดยตรง แต่ชี้ให้เห็นว่า คนที่ใช้จนมีปัญหาถึงขั้นต้องไปหาหมอ มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างชัดเจน นักวิจัยมองว่า การใช้จนเกิดปัญหาอาจเกี่ยวกับการใช้ในปริมาณมาก ปัญหาสุขภาพจิตที่มีอยู่เดิม หรือสมองที่อาจเปราะบางอยู่แล้ว ในสังคมไทยที่ยังอาจมีอคติต่อเรื่องสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติด ความเสี่ยงนี้อาจยิ่งน่าห่วง ถ้าผู้สูงอายุไม่กล้าขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ จนอาการหนัก
มองย้อนไปในอดีตก็สำคัญ: มุมมองของไทยต่อกัญชาเปลี่ยนไปเร็วมากหลังการปลดล็อกปี 2565 นโยบายก็แกว่งไปมาระหว่างเปิดเสรีสุดๆ กับกลับมาคุมเข้มอีกครั้งตามเสียงกังวลของสังคม (BBC Thai) คนรุ่นก่อนที่หลายคนยังจำภาพกัญชาเป็นยาเสพติดที่ถูกควบคุมเข้มงวดได้ ตอนนี้ต้องมารับข้อมูลสุขภาพที่สับสน เดี๋ยวก็ถูกโปรโมทเป็น “ยาวิเศษจากธรรมชาติ” เดี๋ยวก็กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องระวัง แคมเปญปี 2566 ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ก็เคยออกมาเตือนแบบระมัดระวังว่า: “ไม่ใช่ของดีสำหรับทุกวัย”—คือไม่ได้ดีกับทุกคนหรือทุกช่วงอายุ
มองไปข้างหน้า ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขมีไม่น้อยเลย หากความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กัญชาจนเกิดปัญหากับความเสี่ยงสมองเสื่อมนี้ได้รับการยืนยันชัดเจนขึ้น ประเทศไทยอาจต้องมีการเฝ้าระวังทางการแพทย์ที่เข้มงวดขึ้น และต้องมีคำเตือนที่ชัดเจน เจาะจงตามกลุ่มอายุ ทั้งในระดับชุมชนและในคลินิก ในระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญก็เรียกร้องให้มีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุ กลไก และดูว่ากัญชารูปแบบไหน หรือปริมาณเท่าไหร่ ที่เสี่ยงมากกว่ากัน (PubMed) แต่สำหรับตอนนี้ คำแนะนำที่ชัดเจนคือ: ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติใช้กัญชาหนักหรือเคยมีปัญหา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชา และถ้าเป็นไปได้ ลองพิจารณาทางเลือกอื่นในการจัดการอาการปวดเรื้อรังหรือปัญหานอนไม่หลับดูก่อน
สำหรับครอบครัวไทยที่ดูแลผู้สูงอายุ ผลวิจัยนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญ ให้ช่วยผู้ใหญ่ในบ้านตัดสินใจโดยมีข้อมูลรอบด้าน และคอยสังเกตสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม เช่น หลงลืมบ่อยๆ สับสน หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ลำบากขึ้น ผู้นำชุมชนอาจช่วยส่งเสริมภูมิปัญญาด้านสุขภาพดั้งเดิม อย่างการทำสมาธิ หรือการใช้สมุนไพรที่คุ้นเคยในวัฒนธรรมไทย ควบคู่ไปกับคำแนะนำทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
สรุปแล้ว ในขณะที่ไทยกำลังปรับมุมมองและนโยบายเกี่ยวกับกัญชา สิ่งสำคัญคือต้องให้นโยบายสาธารณสุขและการตัดสินใจส่วนบุคคลตั้งอยู่บนข้อมูลและหลักฐานที่ดีที่สุดเท่าที่มี ผู้สูงอายุที่สนใจใช้กัญชาควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขเป็นประจำ ขอคำแนะนำที่น่าเชื่อถือ และบอกให้คนในครอบครัวรู้ด้วย ถ้าเราร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนี้ ประเทศไทยก็จะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มีสุขภาพที่ดีและสมองที่ยังแจ่มใสไปได้นานๆ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายงานต้นฉบับได้ที่ The New York Times และติดตามข้อมูลงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับกัญชาและสุขภาพได้ทาง PubMed