งานวิจัยใหม่ชิ้นสำคัญสวนกระแสความเชื่อเดิมๆ เรื่อง “สมองเสื่อมดิจิทัล” ไปเลย เมื่อพบว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นประจำ จริงๆ แล้วกลับช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองถดถอยในผู้สูงอายุได้ถึง 58% ในขณะที่บ้านเรากำลังกังวลเรื่องสังคมสูงวัยและอัตราผู้ป่วยสมองเสื่อมที่เพิ่มสูงขึ้น งานวิจัยระดับโลกชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารดังอย่าง Nature Human Behavior ก็ได้ให้บทเรียนที่น่าสนใจสำหรับครอบครัว คนดูแล และคนวางนโยบายทั่วไทย ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยันเชียงใหม่เลยทีเดียว แทนที่จะเป็นตัวการทำลายสมอง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดกลับชี้ว่า สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแอปแชทต่างๆ อาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สมองเรายังฟิตปั๋งแม้จะอายุมากขึ้น (แหล่งข้อมูล)
หัวใจของงานวิจัยนี้คือการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ใหญ่กว่า 411,000 คน (อายุเฉลี่ยเกือบ 69 ปี) จากงานวิจัยคุณภาพเยี่ยมกว่า 136 ชิ้นทั่วโลก ทีมวิจัย นำโดยนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์และมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ตั้งใจจะทดสอบสองทฤษฎีที่ตรงข้ามกัน ทฤษฎีแรก ที่พูดกันเยอะในโซเชียลมีเดียและข่าวต่างๆ เตือนว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งชีวิตจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “สมองเสื่อมดิจิทัล” หรือ “สมองฝ่อ” ส่วนอีกทฤษฎีคือ “สมมติฐานทุนสำรองจากเทคโนโลยี” (technological reserve hypothesis) ที่มองว่า การข้องเกี่ยวกับโลกดิจิทัลอาจช่วยสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางความคิด (cognitive buffer) ทำให้ความจำและทักษะการคิดยังดีอยู่แม้อายุมากแล้ว ผลปรากฏว่าข้อมูลจากชีวิตจริงสนับสนุนทฤษฎีหลังอย่างชัดเจน: คนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อภาวะการรู้คิดบกพร่อง (cognitive impairment) ต่ำกว่าถึง 58% แม้จะควบคุมปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุ การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ความสามารถทางปัญญาเดิม และตัวชี้วัดสุขภาพอื่นๆ แล้วก็ตาม (แหล่งข้อมูล)
ทำไมการใช้เทคโนโลยีถึงดูเหมือนจะมีประโยชน์ขนาดนี้? ดร. ไมเคิล เค. สคัลลิน ผู้ร่วมเขียนและรองศาสตราจารย์จากเบย์เลอร์ ชี้ว่า “เทคโนโลยีมันท้าทายสมอง ช่วยให้เราเชื่อมต่อกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น แถมยังมีเครื่องมือช่วยจำ ช่วยนำทาง อย่างการแจ้งเตือนหรือ GPS ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น” เขาอธิบายว่าสำหรับผู้สูงอายุหลายๆ คน ที่เพิ่งมารู้จักคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ตตอนกลางคนแล้ว การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลอาจต้องใช้ความพยายามพอสมควร เพราะต้องคอยปรับตัวกับการอัปเดต แก้ปัญหา และเรียนรู้แอปใหม่อยู่เรื่อยๆ การ “ฝึกสมอง” แบบนี้ คล้ายกับการหัดเล่นดนตรีหรือเรียนภาษาใหม่ ซึ่งน่าจะส่งเสริม “ความยืดหยุ่นของสมอง” (neuroplasticity) หรือความสามารถของสมองในการปรับตัวและพัฒนา สคัลลินเสริมว่า “แม้ตอนนั้นอาจจะรู้สึกหงุดหงิด แต่ความรู้สึกหัวเสียตอนหัดใช้คอมพ์หรือแก้ปัญหาเทคโนโลยี อาจเป็นสัญญาณว่าสมองคุณกำลังได้ออกกำลังกายอยู่” (Neuroscience News)
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยป้องกันที่สำคัญอื่นๆ ด้วย การใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มโอกาสในการติดต่อกับสังคมผ่านวิดีโอคอล การส่งข้อความ และการแชร์รูปภาพ ซึ่งมีประโยชน์มากในการลดความเหงา ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม ในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัว วิดีโอคอลและกรุ๊ปแชทสามารถเชื่อมช่องว่างระหว่างญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ต่างจังหวัดกับลูกหลานที่มาทำงานหรือเรียนในเมืองได้ ดร. สคัลลิน กล่าวว่า “คุณเชื่อมความสัมพันธ์ข้ามรุ่น แชร์รูปภาพ และคุยกันได้แบบเรียลไทม์ มันมีโอกาสมากขึ้นที่จะลดความเหงาลงได้” (แหล่งข้อมูล)
เทคโนโลยีดิจิทัลยังทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ที่ประเมินค่าไม่ได้ในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างอิสระ เครื่องมือต่างๆ เช่น การแจ้งเตือนในปฏิทิน ระบบนำทาง GPS และธนาคารออนไลน์ ช่วยให้ผู้สูงอายุรับมือกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเล็กน้อยตามวัย นักวิจัยเรียก “โครงสร้างสนับสนุนทางดิจิทัล” (digital scaffolding) นี้ว่า ช่วยให้พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และอาจชะลอหรือป้องกันการเปลี่ยนแปลงจากความชราตามปกติไปสู่ภาวะสมองเสื่อมได้ (บทความต้นฉบับ)
สำหรับประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 20 ล้านคนภายในปี 2030 (แหล่งข้อมูล) ผลวิจัยนี้ถือว่ามาได้ถูกจังหวะพอดี ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา คนไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นมาก แม้แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลอยู่ ผู้สูงอายุในเมืองมักจะมีสมาร์ทโฟนและใช้แอป Line หรือ Facebook มากกว่าคนรุ่นเดียวกันในชนบทหรือชุมชนรายได้น้อย (แหล่งข้อมูล) งานวิจัยนี้ตอกย้ำว่าการลดช่องว่างตรงนี้ ไม่เพียงแต่จะให้ประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมากอีกด้วย
แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญในไทยบางท่านอาจเคยเตือนเรื่องการใช้หน้าจอมากเกินไปในเด็ก แต่หลักฐานใหม่ชี้ว่าเราอาจต้องมองเรื่องนี้ในมุมที่ต่างออกไปสำหรับผู้สูงอายุ “สมองเสื่อมดิจิทัล” กลายเป็นคำฮิต โดยเฉพาะในหมู่พ่อแม่และนักการศึกษาที่กังวลเรื่องเด็กติดจอ แต่นักวิจัยย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติและเป็นประโยชน์ ดร. สคัลลิน เตือนว่า “แน่นอน การขับรถไปเล่นมือถือไป หรือการใช้เวลาอยู่หน้าจอแทนที่จะเจอหน้ากันจริงๆ มันไม่ดีอยู่แล้ว แต่การช่วยให้ผู้สูงอายุใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างเหมาะสมน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสมองของพวกเขา” (Neuroscience News)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุและผู้ที่ส่งเสริมความรู้ดิจิทัลในไทยเริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้แล้ว รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อารีวรรณ วงศ์วิสุทธิ์ อายุรแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า ผลวิจัยนี้เป็นเหมือน “สัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องเร่งขยายการเข้าถึงและการฝึกอบรมให้ผู้สูงอายุ ถ้าเราสอนให้ท่านใช้สมาร์ทโฟน แอปแชท หรือแอปดูรูปได้คล่อง เราไม่ใช่แค่เชื่อมครอบครัวเข้าหากัน แต่เราอาจกำลังช่วยปกป้องสมองของท่านในแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อน” ท่านเน้นว่าต้องใจเย็นและสอนซ้ำๆ เป็นขั้นตอน โดยระลึกว่า “ผู้สูงอายุไทยหลายคนอยากเรียนรู้ แต่ต้องการคำแนะนำที่เข้าใจและสอนซ้ำๆ มากกว่าจะถูกบอกว่ามัน ‘ยากเกินไปสำหรับคนรุ่นเขา’”
งานวิจัยนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนมุมมองครั้งใหญ่เกี่ยวกับการป้องกันภาวะสมองเสื่อม จากเดิมที่เคยยอมรับว่าความจำเสื่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อแก่ตัวลง ในอดีต อาการหลงๆ ลืมๆ ในผู้สูงอายุไทยมักถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนแก่ หรือที่พูดกันติดปากว่า “คนแก่ขี้ลืม” ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการรณรงค์มากขึ้นให้ป้องกันเชิงรุกผ่านการออกกำลังกาย การเข้าสังคม และการฝึกสมอง ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะเพิ่มทักษะดิจิทัลเข้าไปในรายการพฤติกรรมป้องกันเหล่านี้ด้วย
สำหรับอนาคต ทีมวิจัยเรียกร้องให้มีการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นและลงรายละเอียดมากขึ้น เพื่อดูว่าการใช้เทคโนโลยีแบบไหน และนานเท่าไรจึงจะให้ประโยชน์สูงสุดต่อสมอง และผลเหล่านี้อาจต่างกันไปตามปัจจัยอย่างการอยู่ในเมืองหรือชนบท เพศ หรือระดับการศึกษาเดิม อย่างไรก็ดี ผู้กำหนดนโยบายของไทย ซึ่งกำลังรับมือกับ “สึนามิผู้สูงวัย” (silver tsunami) ของประเทศ ควรอย่างยิ่งที่จะผนวกเรื่องทักษะดิจิทัลเข้ากับยุทธศาสตร์ผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่ในฐานะเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม แต่เป็นการป้องกันภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย แนวทางที่ภาครัฐอาจทำได้ เช่น จัดคลาสสอนเทคโนโลยีฟรีหรือราคาถูกตามวัด ศูนย์บริการชุมชน หรือผ่านแคมเปญในกลุ่ม Line ที่เจาะกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ
สำหรับคนในครอบครัว ข้อความชัดเจนคือ: ชวนและสนับสนุนให้ผู้ใหญ่ในบ้านลองใช้เครื่องมือดิจิทัล เริ่มจากอะไรง่ายๆ สนุกๆ อย่างแชร์รูปหรือวิดีโอคอล ต้องอดทนและให้กำลังใจ งานวิจัยชี้ว่าไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะได้ประโยชน์ทางสมองจากการใช้เทคโนโลยี สำหรับผู้อ่านสูงวัย: อย่ากลัวที่จะลอง หลายอย่างอาจจะยากตอนแรก แต่การฝึกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยปกป้องสมองเราได้จริงๆ และสำหรับผู้กำหนดนโยบาย: การลดช่องว่างทางดิจิทัลที่ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย และการเปลี่ยนมุมมองให้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นนิสัยที่ดีต่อสุขภาพสมอง สามารถเปลี่ยนสังคมสูงวัยที่กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ของเรา ให้กลายเป็นสังคมที่อายุยืนพร้อมกับสมองที่ยังแจ่มใสได้อย่างแท้จริง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและเอกสารอ้างอิง โปรดดูสรุปงานวิจัยต้นฉบับที่ Neuroscience News, การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบใน Nature Human Behavior, และเอกสารสรุปนโยบายที่เกี่ยวข้องของไทยจาก คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)