ตอนนี้ สหรัฐอเมริกากำลังยกเครื่องคลังข้อมูลมนุษย์ที่รัฐบาลกลางหนุนหลังครั้งใหญ่ สืบเนื่องจากคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีที่ให้ทบทวนการใส่ข้อมูลระบุอัตลักษณ์ทางเพศเข้าไปในฐานข้อมูลด้วย ตามรายงานของ The Transmitter ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งฝ่ายบริหาร 14168 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามไว้เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งสั่งให้ตัดข้อมูลอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิดทิ้งไป การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเพศและสุขภาพ ซึ่งกระทบต่อนโยบายข้อมูลของสหรัฐฯ เอง และอาจลามไปถึงแนวทางการวิจัยทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนระเบียบขั้นตอนการทำงานธรรมดาๆ แต่มันส่งผลกระทบหนักต่อนักวิจัยที่ต้องพึ่งพาข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศด้วย ข้อมูลพวกนี้สำคัญมากในการทำความเข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพที่กลุ่มคนข้ามเพศและผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิดต้องเผชิญ อย่างที่ โจชัว กอร์ดอน อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (NIMH) เคยชี้ไว้ว่า การไม่มีข้อมูลเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศอาจบั่นทอนความพยายามในการวิจัยที่มุ่งช่วยเหลือประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิตและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มอื่น

การจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเห็นความสำคัญของข้อมูลอัตลักษณ์ทางเพศในงานวิจัยสุขภาพเสียก่อน มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างจากเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิดมักเจอปัญหาสุขภาพเฉพาะกลุ่มที่ต่างออกไป การทบทวนนโยบายข้อมูลรอบนี้ สะท้อนการถกเถียงใหญ่ในสังคมเกี่ยวกับธรรมชาติของอัตลักษณ์ทางเพศ แม้บางฝ่ายจะมองว่าอัตลักษณ์ทางเพศผูกติดกับเพศทางชีววิทยาอย่างแยกไม่ออก แต่อีกฝ่ายก็แย้งว่าต้องมองมิติทางสังคมและปัจเจกบุคคลด้วย

ผลกระทบจากเรื่องนี้อาจเห็นได้ชัดในบ้านเรา ที่ประเด็นเรื่องเพศและอัตลักษณ์กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น ยิ่งกรุงเทพฯ เป็นเหมือนศูนย์กลางระดับโลกเรื่องการผ่าตัดแปลงเพศ และการสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนโยบายในต่างประเทศแบบนี้ อาจส่งผลต่อแนวทางปฏิบัติเรื่องข้อมูลและทิศทางงานวิจัยสุขภาพของไทยเราเองได้

ระหว่างที่กำลังตรวจสอบกันอยู่นี้ นักวิจัยที่ดูแลคลังข้อมูลเหล่านี้ในสหรัฐฯ ต้องขึ้นป้ายบนเว็บไซต์ของตัวเองว่ากำลังประเมินข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งรัฐบาล เรื่องนี้กระทบฐานข้อมูลหลายแห่ง รวมถึงคลังข้อมูลของ NIMH (NIMH Data Archive) และคลังข้อมูลประสาทวิทยาศาสตร์มัลติโอมิกส์ (Neuroscience Multi-omic (NeMO) Archive) โอเวน ไวท์ หนึ่งในหัวหน้าโครงการ ยืนยันว่ามาตรการนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความปลอดภัยโดยรวม และยอมรับว่าการทบทวนยังไม่เสร็จสิ้น

การที่ข้อมูลอัตลักษณ์ทางเพศอาจหายไปจากคลังข้อมูลสหรัฐฯ น่าจะทำให้นักวิจัยทั่วโลกทำงานยากขึ้น สำหรับนักวิทยาศาสตร์และคนวางนโยบายของไทย เรื่องนี้อาจยิ่งย้ำให้เห็นความสำคัญของการมีแนวปฏิบัติเรื่องข้อมูลที่ครอบคลุม ที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ทางเพศในกรอบงานวิจัยของตัวเอง เพื่อให้เข้าใจภาพรวมสุขภาพของประชากรได้ดีขึ้น

ทิศทางนโยบายเหล่านี้ในอนาคต น่าจะส่งผลต่อวิธีที่นานาชาติจะจัดการกับข้อมูลอัตลักษณ์ทางเพศกับข้อมูลสุขภาพในภาพรวม นักวิจัยและเจ้าหน้าที่บ้านเราอาจต้องทบทวนแนวทางของตัวเอง โดยดูทั้งความเคลื่อนไหวในต่างประเทศและสถานการณ์ในบ้านเราประกอบกัน สรุปคือ เสียงเรียกร้องชัดเจนว่า: ต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง และวางกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคน ไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน จะได้รับการดูแลสุขภาพและถูกนับรวมในงานวิจัยอย่างเท่าเทียม

สำหรับบทวิเคราะห์เพิ่มเติม โปรดดูรายงานต้นฉบับ ที่นี่