ในยุคที่สมาร์ทโฟนและการสื่อสารออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปัญหาความวิตกกังวลที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็กลายเป็นเรื่องน่าห่วงที่หลายคนจับตามอง งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ชี้ว่า แม้เทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้น บทความเชิงลึกของ ปิลาร์ เฆริโก (Pilar Jericó) จาก เอล ปาอิส (El País) เผยให้เห็นว่า ต้นตอของความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด ทั้งรูปแบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ความคาดหวังจากสังคม ไปจนถึงการใช้สื่อดิจิทัล

เรื่องผลกระทบของเทคโนโลยีมักถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอ เราคงคุ้นตากับภาพเด็ก ๆ ที่เลือกเล่นแท็บเล็ตแทนที่จะพูดคุยกันต่อหน้า หรือวัยรุ่นที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไถฟีดโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาที่ควรใช้ร่วมกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกตะวันตก แต่เห็นได้ชัดในสังคมไทยเช่นกัน สะท้อนถึงพฤติกรรมของเยาวชนที่เปลี่ยนไปทั่วโลก อย่างไรก็ดี งานศึกษาของ ดร. จีน เอ็ม. ทเวนจี้ (Dr. Jean M. Twenge) แห่งมหาวิทยาลัยซานดิเอโกสเตต ชี้ว่า รากของปัญหานี้หยั่งลึกไปไกลกว่ายุคดิจิทัลเฟื่องฟู โดยย้อนไปถึงการเปลี่ยนแปลงสไตล์การเลี้ยงลูกตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ยุคนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนที่พ่อแม่เริ่มหันมาเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมเกินเหตุ (overprotective parenting) ซึ่งเกิดจากความกลัวสารพัดที่จำกัดอิสระและเวลาเล่นของเด็ก ๆ

ศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท (Jonathan Haidt) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าคิด นั่นคือความย้อนแย้งระหว่างการที่พ่อแม่คอยสอดส่องดูแลลูกอย่างเข้มงวดในโลกจริง กับการปล่อยให้ลูกมีอิสระเต็มที่อย่างไร้การควบคุมในโลกออนไลน์ หนังสือของเขาที่ชื่อ “The Anxious Generation” (รุ่นขี้กังวล) เสนอทางออกด้วยการชะลอการให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนไปจนถึงระดับมัธยมปลาย และจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียจนกว่าจะอายุอย่างน้อย 16 ปี แนวทางนี้ก็คล้ายกับสิ่งที่นักการศึกษาและพ่อแม่ผู้ปกครองในไทยหลายคนกำลังขบคิดกันอยู่ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามหาทางรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตในยุคดิจิทัลที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ประเด็นเรื่องการเลี้ยงดูในฐานะปัจจัยสำคัญของความวิตกกังวลในเยาวชน ถูกขยายความเพิ่มเติมโดยนักจิตวิทยา อลิสัน กรอปนิก (Alison Gopnik) เธอเปรียบเทียบสไตล์การเลี้ยงลูกไว้สองแบบ คือแบบ ‘ชาวสวน’ กับ ‘ช่างไม้’ โดยเน้นว่าพ่อแม่ควรเป็นเหมือนชาวสวนที่คอยดูแลประคับประคองให้ต้นไม้ (ลูก) เติบโตได้อย่างอิสระและเรียนรู้ด้วยตัวเอง มากกว่าจะเป็นช่างไม้ที่พยายามแกะสลักเนื้อไม้ให้ออกมาเป็นรูปร่างตามที่ตนเองต้องการ มุมมองนี้ชวนให้พ่อแม่ลองปล่อยมือจากการควบคุมลูกทุกฝีก้าว เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำงานบ้านง่าย ๆ ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน และเรียนรู้การเข้าสังคมด้วยตัวเอง โดยมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

สำหรับสังคมไทย ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัว การเคารพผู้อาวุโส และกิจกรรมในชุมชน ข้อเสนอเหล่านี้ถือว่าเข้ากันได้ดีกับบริบทสังคมไทย การส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่ได้ใช้เวลากับครอบครัวตามประเพณีโดยไม่มีหน้าจอมาคั่นกลาง หรือชวนไปทำกิจกรรมที่เน้นปฏิสัมพันธ์ในชุมชน อาจช่วยเสริมสร้างสายใยในครอบครัวและชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และลดการพึ่งพาหน้าจอลงได้

เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงดู จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การจำกัดอิสรภาพของเด็ก เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของความคาดหวังด้านความสำเร็จและแรงกดดันทางการเรียน ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาในแวดวงการศึกษาไทย ที่มักเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นสำคัญ สำหรับพ่อแม่ชาวไทย งานวิจัยนี้จึงตอกย้ำความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังด้านการเรียนกับการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระและพัฒนาทักษะทางอารมณ์

ในการก้าวต่อไป แนวทางที่สังคมสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่ดีของเยาวชนอาจรวมถึง การสนับสนุนให้เด็ก ๆ เดินทางไปโรงเรียนเป็นกลุ่ม จัดหากิจกรรมนอกห้องเรียนที่ไม่ใช่ดิจิทัลให้เด็กได้ทำ และส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครหรือกิจกรรมที่ใกล้ชิดธรรมชาติ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างภูมิต้านทานทางใจและความเชื่อมั่นในตนเอง เพื่อเตรียมเด็กรุ่นใหม่ให้พร้อมเผชิญกับแรงกดดันต่าง ๆ ในชีวิต โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป

โดยสรุป แม้สมาร์ทโฟนและสื่อดิจิทัลจะมีส่วนทำให้เกิดความวิตกกังวลในยุคนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่จำเลยเพียงหนึ่งเดียว การรับมือปัญหานี้อย่างรอบด้าน โดยผสมผสานการเลี้ยงดูที่เข้าใจ การสนับสนุนจากสังคม และการใช้เทคโนโลยีอย่างพอเหมาะพอดี น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในไทย สามารถนำบทเรียนจากทั่วโลกมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมของตน เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของเด็กรุ่นใหม่ซึ่งเป็นอนาคตของชาติต่อไป