มีข่าวใหม่ที่น่าคิดเกี่ยวกับข้าวกล้อง ซึ่งปกติเรามักได้ยินแต่สรรพคุณเรื่องคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ล่าสุดกำลังเป็นที่จับตา เมื่อมีผลการศึกษาชี้ว่า ข้าวกล้องอาจมีระดับสารหนูสูงกว่าข้าวขาวอย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยที่นำตัวอย่างข้าวมาวิเคราะห์พบว่า ข้าวกล้องมีปริมาณสารหนูโดยรวมสูงกว่าถึง 24% และที่น่ากังวลคือ มีสารหนูอนินทรีย์ (ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง) สูงกว่าถึง 40% เมื่อเทียบกับข้าวขาว สำหรับคนไทยที่กินข้าวเป็นอาหารหลักทุกมื้อ ข้อมูลนี้นับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเก็บไปคิดในการเลือกกิน
สารหนูเป็นธาตุที่มีพิษ ซึ่งหากได้รับสะสมในระยะยาว อาจเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพได้ ตั้งแต่ปัญหาผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจกับหลอดเลือด อันตรายเหล่านี้ยิ่งน่าห่วงเป็นพิเศษในกลุ่มเด็กเล็ก องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยรายงานว่า การรับสารหนูตั้งแต่เด็กส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมอง และอาจเพิ่มอัตราการเสียชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นด้วย นักวิจัยในงานศึกษาชิ้นนี้จึงย้ำว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะปริมาณอาหารที่กินเข้าไปเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวแล้ว ถือว่าสูงกว่าผู้ใหญ่
สาเหตุที่ข้าวกล้องมีสารหนูสูงกว่า เป็นเพราะสารพิษชนิดนี้มักไปสะสมอยู่ตรงเปลือกนอกและรำข้าว ซึ่งเป็นส่วนที่ยังคงอยู่ในข้าวกล้อง แต่จะถูกขัดสีทิ้งไปในกระบวนการทำข้าวขาว นั่นแปลว่า ถึงแม้ข้าวกล้องจะมีใยอาหารและสารอาหารอื่นๆ มากกว่า แต่ก็มาพร้อมกับสารหนูที่เข้มข้นกว่าด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ย้ำว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ปริมาณสารหนูที่ได้รับจากการกินข้าวกล้องก็ยังไม่ถึงระดับอันตราย แต่ก็แนะนำให้หันไปกินธัญพืชอื่นๆ สลับกันไปบ้าง และใช้วิธีหุงข้าวที่ช่วยลดปริมาณสารหนูได้ เช่น ซาวข้าวหลายๆ น้ำ และหุงแบบใช้น้ำเยอะๆ แล้วรินน้ำทิ้ง (หุงแบบเช็ดน้ำ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเตรียมอาหารให้เด็กเล็ก
สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ที่ข้าวผูกพันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินอย่างลึกซึ้ง ผลวิจัยนี้อาจทำให้ต้องกลับมาทบทวนเรื่องการกินข้าวกันใหม่ ในบ้านเรามีข้าวให้เลือกกินสารพัดชนิด ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีคุณค่าทางอาหารและอาจมีระดับสารหนูต่างกันไป ในวัฒนธรรมไทย ข้าวสำคัญถึงขนาดอยู่ในคำทักทายติดปากว่า “กินข้าวหรือยัง?” แต่จากข้อมูลใหม่นี้ การลองเปิดใจให้ธัญพืชทางเลือกอื่นๆ เช่น ควินัว ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวฟ่าง บ้าง อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพให้สมดุล โดยเฉพาะกับเด็กๆ
ในอนาคต คงจะดีไม่น้อยหากมีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเพาะปลูกที่ช่วยลดการดูดซึมสารหนูในต้นข้าวได้ นวัตกรรมด้านนี้จะช่วยให้ทั้งชาวนาและผู้บริโภคกินข้าวกล้องได้อย่างสบายใจมากขึ้น นอกจากนี้ การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในการกินข้าวก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
สำหรับครัวเรือนไทย การทบทวนเรื่องกินข้าวไม่ได้แปลว่าต้องเลิกกินของเดิมๆ ไปเลย แค่ปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เช่น สลับกินข้าวชนิดต่างๆ กับธัญพืชอื่นบ้าง และใช้เทคนิคการหุงที่เหมาะสม ก็ช่วยดูแลสุขภาพได้โดยที่ยังรักษาวัฒนธรรมการกินข้าวอันเป็นที่รักไว้ได้ ขอแค่ตามข่าวสาร เลือกกินอย่างฉลาด และจำไว้ว่าความพอดีคือสิ่งสำคัญที่สุด