งานวิจัยล่าสุดพบข่าวดีว่า การดื่มน้ำเชอร์รี่ทาร์ตพันธุ์มอนต์มอเรนซีทุกวัน อาจช่วยลดการอักเสบในลำไส้ได้มากถึง 40% ในกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (ulcerative colitis หรือ UC) ซึ่งเป็นโรคทางลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ชนิดหนึ่ง การค้นพบครั้งนี้ นำโดยทีมนักวิจัยจาก University of Central Lancashire และ University of Hertfordshire นับเป็นข่าวดีสุดๆ สำหรับผู้ป่วยนับล้านทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับโรคทางเดินอาหารที่กวนใจและทำลายคุณภาพชีวิต สำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงทางเลือกเสริมจากธรรมชาติที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งอาจช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ตามปกติที่ได้รับอยู่ (แหล่งข้อมูล)
ในประเทศไทย โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (UC) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ด้วยวิถีชีวิตและอาหารการกินที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้พบผู้ป่วยโรคกลุ่มลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากที่พบกันทั่วโลก โรค UC สามารถก่อให้เกิดอาการที่น่ากังวล เช่น ปวดท้อง อ่อนเพลีย ท้องเสียบ่อย และอาการปวดถ่ายกะทันหัน ซึ่งกระทบต่อชีวิตประจำวันและความเป็นอยู่ของผู้ป่วยอย่างมาก ไฮไลต์สำคัญจากงานวิจัยนี้ก็คือ การดื่มน้ำเชอร์รี่ทาร์ตเจือจางวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าคาลโพรเทคทินในอุจจาระ (ตัวชี้วัดสำคัญของการอักเสบในลำไส้) ลงได้ถึง 40% เท่านั้น แต่ยังพบว่าผู้ป่วยให้คะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมของตนเองดีขึ้นถึง 9% ด้วย นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคนที่ต้องรับมือกับความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของอาการ และความอายที่ต้องเผชิญเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น อันเนื่องมาจากโรคทางลำไส้ หรืออย่างที่คนไทยบางคนอาจพูดว่าช่วยให้ “ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นเยอะ”
ภาระอันใหญ่หลวงของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลที่มีต่อทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขนั้นเป็นที่ทราบกันดี การรักษาตามมาตรฐานปัจจุบัน เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาต้านการอักเสบ และยากดภูมิคุ้มกัน ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลกับทุกคนเสมอไป แถมอาจมีผลข้างเคียงหนักๆ ตามมา ทำให้ผู้ป่วยบางคนทนรักษาไปนานๆ ไม่ไหว (Crohn’s & Colitis UK) ในรายที่อาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้ยาชีวภาพราคาสูง หรือแม้กระทั่งต้องผ่าตัด ข้อมูลจาก Crohn’s and Colitis UK ชี้ว่า ผู้ป่วยราว 7% จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ภายใน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย และค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อปีเฉพาะในสหราชอาณาจักรสูงถึงกว่า 720 ล้านปอนด์ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) ถึงแม้ข้อมูลเฉพาะของไทยในส่วนนี้จะยังมีไม่มากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับว่าพบผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นจริง และสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวไทยไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมือง
สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้โดดเด่น คือวิธีการวิจัยที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมและควบคุมอย่างดี โดยแบ่งผู้ใหญ่ 35 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค UC ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งดื่มเครื่องดื่มเชอร์รี่ทาร์ต อีกกลุ่มดื่มยาหลอกที่มีสี รสชาติ และความข้นเหมือนกันเป๊ะ เพื่อความแม่นยำสูงสุด ทั้งอาสาสมัครและทีมผู้วิจัยที่ประเมินผลสุขภาพต่างไม่ทราบว่าใครได้รับน้ำเชอร์รี่จริง ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาแบบ ‘ปกปิดฝ่ายเดียว’ (single-blind) ถือเป็นมาตรฐานทองคำของการทดลองทางโภชนาการ (เอกสารเผยแพร่งานวิจัย) ผู้เข้าร่วมทุกคนยังคงรับประทานยาตามปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่วัดได้นั้นมาจากน้ำเชอร์รี่จริงๆ ไม่ใช่อย่างอื่น
งานวิจัยนี้เจาะจงไปที่เชอร์รี่ทาร์ตพันธุ์มอนต์มอเรนซี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องมีสารแอนโทไซยานิน (anthocyanins) สูงปรี๊ด สารตัวนี้แหละที่ทำให้ผลไม้มีสีแดงสดและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงลิ่ว แค่น้ำเชอร์รี่เข้มข้น 30 มล. ก็ให้แอนโทไซยานินเทียบเท่ากับการกินเชอร์รี่สดๆ เกือบร้อยผลเลยทีเดียว จริงๆ แล้วสารแอนโทไซยานินก็พบได้ในผักผลไม้ที่หาได้ทั่วไปในไทย เช่น แบล็กเบอร์รี่ ลูกหว้า หรือแม้แต่มะเขือม่วงบางชนิด แต่ถึงอย่างนั้น เชอร์รี่พันธุ์มอนต์มอเรนซีก็ยังถือว่ายืนหนึ่งเรื่องปริมาณสารที่สูงเป็นพิเศษอยู่ดี
ดร. ลินด์เซย์ บอททอมส์ หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ย้ำถึงประโยชน์สำคัญว่า “แม้น้ำเชอร์รี่จะไม่สามารถใช้แทนยาได้ แต่ก็อาจใช้เสริมกับการรักษาด้วยยาตามปกติ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บรรเทาอาการลง และอาจช่วยยืดเวลา หรือลดความจำเป็นที่ต้องไปถึงขั้นการรักษาที่ซับซ้อนหรือการผ่าตัดได้” ซึ่งก็ตรงกับที่คุณหมอทางเดินอาหารเก่งๆ ในไทยแนะนำกันอยู่แล้ว ที่มักสนับสนุนให้ผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารเรื้อรังกินอาหารที่สมดุล อุดมด้วยผักผลไม้และสารต้านอนุมูลอิสระ ดร. โจนาธาน ซินแคลร์ ผู้เขียนหลัก เสริมว่า “ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นคุณค่าของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติจริงๆ ในการช่วยปรับปรุงทั้งคุณภาพชีวิตและลดการอักเสบในลำไส้ ควบคู่ไปกับการใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อจัดการโรค IBD”
นายแพทย์สมชาย จิรารัตนพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารจากโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการวิจัยนี้ ให้ความเห็นในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “การอักเสบเรื้อรังในลำไส้กำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญมากขึ้นในประเทศไทย เพราะการกินอาหารสไตล์ตะวันตกเริ่มเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นในบ้านเรา การวิจัยเกี่ยวกับอาหารจากธรรมชาติ อย่างเชอร์รี่ หรือแม้แต่สมุนไพรพื้นบ้านของไทย จึงถือว่าทันยุคทันสมัย และยังเข้ากับคติความเชื่อแบบไทยๆ ที่ว่า ‘อาหารคือยา’ ด้วย”
การปรับปรุงคุณภาพชีวิต แม้จะอยู่ที่ 9% ซึ่งอาจฟังดูไม่เยอะ แต่ก็ถือว่ามีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย UC งานวิจัยนี้วัดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ (IBDQ) ที่ถามถึงสภาพจิตใจ ความไม่สบายตัวต่างๆ และผลกระทบของโรคที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เรื่องสุขภาพใจมักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม ผู้ป่วย IBD ในไทยอาจต้องเผชิญกับความอายเวลาเข้าสังคม (ที่บางคนเรียกว่า ‘อายสังคม’) ความยากลำบากในการทำงานหรือเรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า การดูแลเสริมง่ายๆ ด้วยน้ำเชอร์รี่ทาร์ต ซึ่งพอหาซื้อได้ในไทยตามร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพและซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งที่เป็นแบรนด์นำเข้า ก็อาจช่วยเยียวยาได้ทั้งใจและกาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยก็คือ น้ำเชอร์รี่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะรักษาให้หายขาด หรือใช้แทนยาที่คุณหมอสั่งได้ ในระหว่างการทดลอง 6 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมยังคงใช้ยาตามปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำเชอร์รี่จะให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้เป็นตัว ‘เสริม’ ดังที่ศาสตราจารย์บอททอมส์เน้นว่า “เชอร์รี่ทาร์ตมอนต์มอเรนซีมีระดับแอนโทไซยานินสูงกว่าผลไม้สีเข้มอื่นๆ ส่วนใหญ่ เราจึงอยากดูว่าการเสริมอาหารด้วยเชอร์รี่ชนิดนี้จะมีประโยชน์ทางคลินิกในผู้ป่วยลำไส้ใหญ่อักเสบระดับเล็กน้อยถึงปานกลางหรือไม่” ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพอใจ แสดงให้เห็นว่าอาหารสามารถ สนับสนุน การรักษาทางการแพทย์ได้ แต่ ไม่ใช่สิ่งทดแทน
เรื่องความปลอดภัยก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องใส่ใจ งานวิจัยนี้ไม่ได้รวมผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งสำคัญมากในบริบทของไทยเราที่กำลังเจอปัญหาผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำตาลในน้ำผลไม้ แม้ในน้ำเชอร์รี่ทาร์ตจะไม่สูงมาก แต่ก็ยังถือว่ามีปริมาณที่ต้องพิจารณา กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้รวมอยู่ในการศึกษาก็คือ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่นๆ เป็นโรคตับอักเสบ หรือแพ้เชอร์รี่ ดังนั้น แม้จะดูดีมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะดื่มได้
แม้ว่าการทดลองนี้จะได้รับทุนสนับสนุนจาก Cherry Marketing Institute และได้รับการบริจาคเชอร์รี่จาก King Orchards แต่ทีมนักวิจัยยืนยันว่าผู้สนับสนุนทุนไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการออกแบบหรือตีความผลวิจัยแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นการสร้างความโปร่งใสที่สำคัญในวงการวิจัยด้านโภชนาการ ที่บางครั้งอาจถูกตั้งคำถามเรื่องอิทธิพลจากภาคธุรกิจ (SciTechDaily) ผู้เชี่ยวชาญอิสระและกลุ่มผู้ป่วย รวมถึง Crohn’s & Colitis UK ต่างก็แสดงความยินดีกับผลลัพธ์ พร้อมทั้งกระตุ้นให้มีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่คล้ายคลึงกันอย่าง โรคโครห์น (Crohn’s disease) ซึ่งมีอาการคล้าย UC และส่งผลกระทบต่อคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ถึงจะเป็นงานวิจัยที่เน้นศึกษาในกลุ่มตัวอย่างชาวตะวันตก แต่ก็มีบทเรียนที่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยชาวไทยนำไปปรับใช้ได้โดยตรง แม้เชอร์รี่มอนต์มอเรนซีอาจไม่ได้ปลูกในไทย แต่ผลไม้ที่มีสารแอนโทไซยานินสูงๆ ก็พอหาได้ตามตลาดบ้านเรา หรือร้านขายของเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็กำลังส่งเสริมแนวทางการกินอาหารที่ดีควบคู่ไปกับการใช้ยา เพื่อรับมือกับผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และข้อค้นพบเหล่านี้ก็อาจช่วยให้การปรับปรุงแนวทางการรักษาและข้อมูลสำหรับประชาชนทำได้ดียิ่งขึ้น
ในมุมมองทางวัฒนธรรม คนไทยเราผูกพันกับการใช้ผลไม้และสมุนไพรมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งในอาหารการกินประจำวันและการแพทย์แผนไทย เช่น มะขามป้อม มะตูม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่พื้นบ้านต่างๆ การนำข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านอาหารจากงานวิจัยระดับโลกมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือเป็นการช่วยเสริมพลังให้ผู้ป่วย (patient empowerment) ได้อย่างดี
สำหรับในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าความสำคัญของงานวิจัยนี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรค UC เท่านั้น ทีมนักวิจัยเองก็มีแผนที่จะศึกษาผลของการเสริมเชอร์รี่ทาร์ตในโรคโครห์น และอาจรวมถึงโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลอื่นๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสนับสนุนการกินอาหารที่อุดมด้วยแอนโทไซยานินสำหรับโรคเรื้อรังต่างๆ ตั้งแต่โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงโรคเบาหวาน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในสังคมสูงวัยของไทย หากการวิจัยเพิ่มเติมยังคงยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ต่อไป ไม่แน่ว่าในอนาคต คุณหมออาจเริ่มแนะนำน้ำเชอร์รี่ทาร์ต หรือทางเลือกอื่นที่มีแอนโทไซยานินสูง เป็นประจำ ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลผู้ป่วย IBD แบบองค์รวม
ในทางปฏิบัติแล้ว คนไทยที่เป็นโรค UC (หรือแม้แต่คนที่มีอาการลำไส้อักเสบเล็กน้อยจากอาหารหรือความเครียด) อาจลองเพิ่มน้ำเชอร์รี่ทาร์ตปริมาณไม่มากเข้าไปในเมนูประจำวัน โดยอาจดื่มประมาณ 130 มล. ที่เจือจางด้วยน้ำ วันละ 2 ครั้ง ตามแนวทางของงานวิจัย อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาคุณหมอ ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นเบาหวานหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารเสริมจากธรรมชาติตัวนี้เหมาะกับแผนการรักษาเดิมของเรา ส่วนใครที่อยากได้ประโยชน์คล้ายๆ กัน ก็อาจเลือกกินผลไม้สีเข้มอื่นๆ ที่หาได้ในบ้านเราแทน เน้นกินให้หลากหลายสีสัน เพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด
โดยสรุป งานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นนี้มอบทั้งความหวังและแนวทางที่นำไปปรับใช้ได้จริง สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรค UC และอาจรวมถึงโรคทางลำไส้อื่นๆ ในประเทศไทย ดังที่ศาสตราจารย์บอททอมส์สรุปไว้ ถึงแม้จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันเรื่องความปลอดภัยและผลในระยะยาวต่อไป แต่ “ผลวิจัยนี้ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแพทย์ยุคใหม่ และเป็นเป้าหมายที่ทั้งคุณหมอและผู้ป่วยชาวไทยอยากเห็นเหมือนกัน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลเหล่านี้: SciTechDaily, บทสรุปงานวิจัยในวารสาร Life, Crohn’s & Colitis UK.