เรื่องจริงสุดสะเทือนใจที่หลายครอบครัวต้องเจอหลังมีลูกน้อย เริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากงานวิจัยใหม่ๆ และเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่กลายเป็นข่าว ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนวิกฤตครั้งใหญ่ นั่นคือ เรื่องสุขภาพจิตของคุณแม่หลังคลอด โดยเฉพาะภาวะ ‘จิตเวชหลังคลอด’ (Postpartum Psychosis) ที่ยังคงถูกมองข้ามไปอย่างน่าใจหาย บทความล่าสุดในหนังสือพิมพ์ The Independent ที่อ่านแล้วต้องสลดใจ เล่าเรื่องราวของ ริช ไบช์ (Rich Baish) ที่ภรรยาของเขาต้องเผชิญกับความวิตกกังวลอย่างหนักและอาการเหนื่อยล้าสุดขีดหลังคลอดลูกสาว แม้จะพอเห็นสัญญาณความผิดปกติที่น่ากังวล แต่ริชและภรรยา—เหมือนกับพ่อแม่มือใหม่อีกหลายคู่—ก็ไม่ได้เอะใจว่านี่คือสัญญาณของภาวะจิตเวชหลังคลอด ภาวะที่แม้จะพบไม่บ่อย แต่ร้ายแรงถึงชีวิต ไม่ถึงเดือนหลังคลอด ภรรยาของเขาก็ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ทิ้งให้ครอบครัวจมอยู่กับความเศร้า และคำถามที่ว่า โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่น่าจะป้องกันได้ The Independent
วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอังกฤษเท่านั้น ปรากฏการณ์ของอาการป่วยทางจิตหลังคลอด—ซึ่งมีตั้งแต่ระดับซึมเศร้า วิตกกังวล ไปจนถึงขั้นรุนแรงสุดคือภาวะจิตเวชหลังคลอด—ได้พรากชีวิตคุณแม่ไปแล้วทั่วโลก การฆ่าตัวตายยังคงเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ถึง 1 ปีหลังคลอดในสหราชอาณาจักร โดยคิดเป็นเกือบ 39% ของการเสียชีวิตของแม่ทั้งหมดในช่วงนี้ ที่น่าตกใจคือ คุณแม่ส่วนใหญ่ไม่เคยมีประวัติป่วยทางจิตมาก่อน และหลายครอบครัวก็ไม่ทันสังเกตเห็นสัญญาณเตือน จนกระทั่งสายเกินแก้ ScienceDirect article PubMed review.
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทย? เพราะบ้านเราก็กำลังเผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน งานวิจัยของนักวิชาการไทยที่ตีพิมพ์ทั้งในและต่างประเทศ ชี้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด รวมถึงภาวะจิตเวชหลังคลอด ส่งผลกระทบหนักต่อคุณแม่ชาวไทย ผลกระทบมีสองด้าน ทั้งความเสี่ยงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคุณแม่เอง และที่สำคัญคือความเสี่ยงต่อพัฒนาการทางอารมณ์และด้านอื่นๆ ของลูกน้อยด้วย ผลสำรวจช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 พบว่าคุณแม่หลังคลอดชาวไทยมีอัตราซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงขึ้น ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว ปัญหาปากท้อง และการตีตราจากสังคมที่ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง MDPI ThaiJO
ภาวะจิตเวชหลังคลอดมักถูกเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ความรับรู้ในสังคมยังตามไม่ทันความร้ายแรงของมัน ภาวะนี้เกิดกับคุณแม่หลังคลอดประมาณ 1 ใน 1,000 คน อาการมักจะเริ่มแสดงภายใน 2 สัปดาห์หลังคลอด อาจมีทั้งอาการคึกคักผิดปกติ (mania) ความคิดหลงผิด ประสาทหลอน สับสน และนอนไม่หลับ อาการอาจทรุดลงเร็วมาก บางทีแค่ภายใน 72 ชั่วโมง เหมือนในกรณีของริช ไบช์ ที่เล่าไว้ เคสตัวอย่างใน The Independent และจากองค์กรสุขภาพแม่ทั่วโลก ชี้ว่า อาการเหล่านี้อาจถูกมองข้าม หรือถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ ‘อารมณ์เศร้าหลังคลอด’ (baby blues) ทั่วไป ซึ่งอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้
“ผมรู้ว่ามีอะไรแปลกๆ แต่คิดว่าเป็นแค่อาการเหนื่อยล้าปกติ” ริช ไบช์ เล่าให้ The Independent ฟัง ซึ่งสะท้อนสิ่งที่สามีและคนในครอบครัวหลายคนคิดย้อนกลับไป หลังเกิดเหตุสลดที่คุณแม่จบชีวิตตัวเอง ดร. เจส เฮรอน (Dr. Jess Heron) ซีอีโอขององค์กร Action on Postpartum Psychosis (APP) กล่าวว่า “การที่เรื่องราวของผู้หญิงเหล่านี้ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า บวกกับการที่สื่อมักนำเสนอข่าวโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับภาวะหลังคลอดแบบเน้นดราม่า ทำให้สังคมขาดความเข้าใจ ความรู้ทางการแพทย์ก็ไม่พอ ผู้หญิงเลยต้องแบกรับความอับอายและแผลในใจไปตลอดชีวิต” ดร. ซูซาน แฮทเทอร์ส ฟรีดแมน (Dr. Susan Hatters Friedman) จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมารดา ก็เตือนเช่นกันว่า การขาดความตระหนักรู้ เช่นในสหรัฐอเมริกาที่ภาวะจิตเวชหลังคลอดยังไม่ถูกระบุอย่างเป็นทางการในคู่มือวินิจฉัยทางจิตเวช ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้วินิจฉัยโรคได้ช้า และเข้าไปช่วยเหลือไม่ทันการณ์ The Independent
ในสังคมไทยเองก็มีการตีตราในแบบของเรา วัฒนธรรม “รักหน้าตา” ที่ฝังรากลึก ยังคงเป็นกำแพงขวางกั้นการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดอก โดยเฉพาะเรื่องอาการป่วยทางจิตหลังคลอด คุณแม่ชาวไทยหลายคนไม่กล้าบอกใครเรื่องความผิดปกติทางอารมณ์หรือพฤติกรรม เพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็น “แม่ที่ไม่ดี” หรือทำให้ครอบครัวเสียหน้า งานวิจัยจากวารสารสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาแห่งประเทศไทย (Thai Journal of Obstetrics and Gynaecology) ยืนยันว่า ในบ้านเรา การคัดกรองสุขภาพจิตหลังคลอดยังทำกันไม่สม่ำเสมอ และมักเน้นแค่ภาวะซึมเศร้าที่เห็นชัดๆ แทบไม่มีการพูดถึงภาวะจิตเวชหรือความคิดอยากฆ่าตัวตายเลย ThaiJO
ทั่วโลกเริ่มมีการตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพจิตหลังคลอดที่ดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีช่องโหว่อยู่ ในอังกฤษ มีหอผู้ป่วยจิตเวชเฉพาะทางสำหรับแม่และลูก (Mother-and-Baby Units หรือ MBUs) ที่ช่วยให้คุณแม่ซึ่งมีภาวะจิตเวชหลังคลอดได้อยู่กับลูกน้อยระหว่างรับการรักษา ซึ่งเป็นแนวทางที่ผลวิจัยยืนยันแล้วว่าช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น น่าเสียดายที่หอผู้ป่วยแบบนี้หาได้ยากนอกยุโรป และยิ่งเข้าถึงยากในเอเชีย รวมถึงบ้านเราด้วย พอไม่มีสถานพยาบาลแบบนี้ คุณแม่มักถูกจับแยกจากลูกระหว่างรักษาทางจิตเวช ซึ่งยิ่งตอกย้ำการตีตราและอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว PubMed Central
มุมมองในอดีตเกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้หญิงก็มีส่วนสำคัญ สารคดีและหนังที่พูดถึงในบทความอย่าง “Witches” และ “Wild Animal” สะท้อนให้เห็นว่า สังคมมองข้ามหรือตีตราความทุกข์ของผู้หญิงมานาน โดยมองว่าแม่ที่มีความคิดแปลกๆ หรือหลงผิดเป็นเหมือน “แม่มด” หรือ “ไม่ปกติ” ในสังคมไทยปัจจุบัน แม้จะไม่มีการล่าแม่มดกันจริงๆ แล้ว แต่ก็ยังคงมีปัญหาในการปรับมุมมองระหว่างภาพ “ความเป็นแม่ในอุดมคติ” ตามแบบแผนเดิม กับความเป็นจริงของอาการป่วยทางจิตที่คุณแม่ต้องเผชิญ ความเงียบที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นนี้ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกโดดเดี่ยวของคุณแม่ที่กำลังป่วย
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยก็มีความคืบหน้าอยู่บ้าง โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตของคุณแม่เป็นที่สนใจมากขึ้น มีการรณรงค์ให้พยาบาลและ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) เยี่ยมบ้านหลังคลอดมากขึ้น และโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็เริ่มใช้แบบประเมินภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (เช่น แบบประเมิน Edinburgh Postnatal Depression Scale หรือ EPDS) กันมากขึ้น MDPI แต่ก็ยังมีอุปสรรคเชิงระบบอยู่ดี: บุคลากรด่านหน้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการอบรมเรื่องความผิดปกติทางอารมณ์หลังคลอดที่รุนแรงอย่างภาวะจิตเวชมากนัก; บริการทางจิตเวชส่วนใหญ่ก็มีแค่ในโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง; และด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร การสื่อสารกับประชาชนก็ยังเลี่ยงที่จะพูดถึงความเสี่ยงรุนแรงตรงๆ เพราะกลัวจะทำให้คนท้องตกใจ
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า ต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น เข้าช่วยเหลือให้เร็วขึ้น และลดการตีตราลง “มันเป็นโรคที่รักษาหายได้ แต่ก็เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เหมือนกัน—ต้องดูแลอย่างจริงจังไม่ต่างจากคนหัวใจวาย” ริช ไบช์ ย้ำ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชและกลุ่มสนับสนุน เช่น APP และ Maternal Mental Health Leadership Alliance (MMHLA) เรียกร้องให้รวมการคัดกรองสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดเข้ากับการดูแลตามปกติ รณรงค์ให้ความรู้ประชาชน และลงทุนในบริการสุขภาพจิตเฉพาะทางสำหรับคุณแม่ APP MMHLA
สิ่งที่คุณผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะครอบครัวที่กำลังจะมีสมาชิกใหม่ ทำได้คือ: หาความรู้ให้ตัวเองและคนใกล้ชิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตหลังคลอดรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีมากกว่าแค่ “อารมณ์เศร้าหลังคลอด” ทั่วไป; รีบขอความช่วยเหลือทันทีถ้ามีอาการน่ากังวล เช่น หวาดระแวง ประสาทหลอน หรือนอนไม่หลับนานๆ; และช่วยกันผลักดันให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดอกมากขึ้นในชุมชนและในโรงพยาบาล ถ้ามีอาการรุนแรง การได้เจอจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายในวันนั้นๆ สำคัญมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้า
กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลรัฐในไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาหอผู้ป่วยจิตเวชแม่และเด็ก และนำการประเมินและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหลังคลอดตามมาตรฐาน โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอดที่เป็นช่วงเสี่ยงที่สุด ผู้นำชุมชนและผู้นำศาสนาสามารถช่วยลดการตีตราอาการป่วยทางจิตของคุณแม่ได้ ด้วยการช่วยกันบอกเล่าเรื่องราวและสนับสนุนครอบครัวที่ประสบปัญหานี้—เปลี่ยนความเงียบให้เป็นความเข้าใจ
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ก้าวหน้า นี่คือโอกาสสำคัญทั้งทางวัฒนธรรมและการแพทย์ที่เราจะ: เปิดพื้นที่ให้สังคมพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตหลังคลอดกันมากขึ้น ปรับปรุงการคัดกรองและการเข้าถึงบริการให้ดีขึ้น และช่วยรักษาชีวิตผู้คน เรื่องราวอันเจ็บปวดของริช ไบช์ ควรเป็นแรงผลักดันให้เกิดนโยบายที่ทำให้มั่นใจได้ว่า จะไม่มีคุณแม่หลังคลอดคนไหนต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เงียบๆ และไม่มีครอบครัวไหนต้องสูญเสียคนที่รักไปกับโศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้อีก
แหล่งข้อมูล: