ในยุคที่โลกเราเจอแต่เรื่องท้าทายถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเครียดกลายเป็นของคู่กันกับชีวิตผู้คนไปแล้ว ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เจอผลกระทบตรงๆ จากความขัดแย้ง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาชีวิตส่วนตัว แต่แค่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านสื่อหรือจากคนรอบข้าง ก็พาให้เราเครียดตามไปด้วยซะอย่างนั้น งานวิจัยชิ้นใหม่ที่นำเสนอโดย Washington Post ได้ลงลึกถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ความเครียดติดต่อ’ (stress contagion) ซึ่งความเครียดมันแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้เหมือนเชื้อไวรัสเลยทีเดียว พร้อมกับแนะแนวทางป้องกันตัวเองไม่ให้ตกอยู่ในภาวะนี้

โลกยุคนี้ที่ทุกคนเชื่อมต่อกันหมด โซเชียลมีเดียและข่าวสารที่ไหลมาไม่ขาดสายยิ่งโหมกระพือให้ความเครียดลุกลามไปกันใหญ่ ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณมนุษย์ที่ชอบเสพดราม่าหรือข่าวร้ายเป็นทุนเดิม ยิ่งทำให้วงจรความเครียดนี้แผ่ขยายวงกว้างออกไป Natalia Duque-Wilckens ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย North Carolina State ชี้ว่า โดยธรรมชาติแล้วคนเรามักจะหูผึ่งกับข่าวแง่ลบมากกว่าปกติ ซึ่งนี่แหละคือตัวเร่งให้เกิดการส่งต่อความเครียดกันในสังคม แหล่งข้อมูล

ถ้าเราลองมองความเครียดในมุมวิวัฒนาการ จะเห็นว่ามันฝังรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเรามาแต่ไหนแต่ไร สมัยก่อนนู้น ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียด เช่น หัวใจเต้นรัว ร่างกายตื่นตัวสุดขีด มันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อปกป้องมนุษย์และสัตว์จากภัยอันตรายซึ่งๆ หน้า แต่ Stephanie Dimitroff จาก University of Montana อธิบายว่า การตอบสนองแบบเดิมๆ นี่แหละที่ไม่ค่อยจะเข้ากับความท้าทายยุคใหม่เท่าไหร่ เช่น การต้องปั่นงานให้ทันเดดไลน์ เพราะความเครียดเรื้อรังพวกนี้ดันไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ระดับฮอร์โมนที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมของเรา แหล่งข้อมูล

ไอ้เจ้า ‘ความเครียดติดต่อ’ เนี่ย เป็นปรากฏการณ์ที่เจอกันได้ทั่วไป แถมมีบันทึกไว้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดด้วยนะ ตัวอย่างเช่น มีงานศึกษาในนกพบว่า พอนกตัวหนึ่งเครียดปุ๊บ มันส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของนกตัวอื่นในฝูงได้อย่างรวดเร็วปั๊บ ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่เกิดในสังคมมนุษย์เรานี่แหละ Duque-Wilckens บอกว่า ไม่ว่าจะผ่านสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ อย่างภาษากาย หรือผ่านคำพูดคำจา ความเครียดก็สามารถถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้อย่างง่ายดายถ้าเราไม่ทันระวังตัว แหล่งข้อมูล

แต่ในข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดี งานวิจัยยังชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ‘พลังสังคมช่วยลดเครียด’ (social buffering) หรือการมีสังคมดีๆ คอยประคับประคอง สามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้อย่างเห็นผล การมีปฏิสัมพันธ์ดีๆ กับคนรอบข้างช่วยลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดได้จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมันสำคัญขนาดไหน ความผูกพันเหล่านี้ไม่เพียงแค่ช่วยปลอบใจเราได้ในยามยาก แต่ยังช่วยสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ให้แข็งแกร่งในระยะยาวด้วย แหล่งข้อมูล

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เราก็ควรหันมาใส่ใจดูแลสภาพแวดล้อมทางสังคมของตัวเองอย่างมีสติ Dimitroff แนะนำว่า ถ้าใครรู้สึกว่าเครียดจนรับไม่ไหว ลองทบทวนดูหน่อยว่าเราใช้เวลากับใครอยู่บ้าง เพราะบางคนอาจจะกำลังเพิ่มพลังลบและความเครียดให้เราโดยไม่รู้ตัว การหันไปทำกิจกรรมที่ชอบ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถช่วยปรับสมดุลอารมณ์ที่พลุ่งพล่านได้ นอกจากนี้ การเสพสื่ออย่างรู้เท่าทันก็สำคัญมากๆ ก่อนจะแชร์ข่าวสารที่ชวนเครียดหรือกระตุ้นอารมณ์ ลองคิดสักนิดว่าเรากำลังจะส่งต่อความทุกข์ใจให้คนอื่นโดยไม่จำเป็นหรือเปล่า แหล่งข้อมูล

สำหรับคนไทยเรา การเข้าใจกลไกเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในการใช้ชีวิตท่ามกลางความท้าทายยุคปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะของตัวเอง การที่งานวิจัยเน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนและการมีสติ ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยอยู่แล้ว ทำให้เรามีแนวทางที่เข้ากับวัฒนธรรมของเราในการรับมือกับภาวะความเครียดติดต่อได้เป็นอย่างดี

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสมดุลระหว่างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นกับการดูแลตัวเอง โดยมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ ก็คือ การค้นหาความสงบสุขภายในใจ ท่ามกลางโลกภายนอกที่ดูเหมือนจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากจะรู้สึกอินและนำไปปรับใช้ได้จริง