ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากปัญหากำแพงภาษีและความผันผวนของตลาดหุ้น ความเครียดเรื่องเงินๆ ทองๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่ยังส่งผลกระทบถึงผู้คนทั่วโลก รวมถึงบ้านเราด้วย บทความล่าสุดจาก New York Times ได้แนะแนวทางรับมือกับความเครียดที่มักมาคู่กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแบบปุบปับ เพราะแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเหล่านี้อาจกระทบตลาดทั่วโลก การรู้วิธีดูแลสุขภาพใจและรักษาความมั่นคงทางการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

บทความชี้ว่า หลายคนกำลังเผชิญความเครียดเรื่องเงินจากความผันผวนของตลาดและนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ความกังวลนี้ยังเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น ภาวะซึมเศร้าและโรคหัวใจ อย่างที่ เมแกน แมคคอย นักบำบัดทางการเงิน บอกไว้ ผู้คนยังคงหวาดกลัวต่อเนื่องมาจากช่วงโควิด-19 ว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของแต่ละคน

ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอหลายวิธีเพื่อลดความกังวลเหล่านี้ แบรด คลอนซ์ นักจิตวิทยาการเงิน ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือต้องมองภาพระยะยาว เขาบอกว่าแม้ในช่วงตลาดปั่นป่วน แต่ถ้ามองย้อนประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าหุ้นมักจะฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ ทำให้การลงทุนในหุ้นยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเติบโตในอนาคต ส่วนวิธีรับมือระยะสั้น คือ พยายามอย่าเช็คพอร์ตหุ้นบ่อยเกินไป เพราะการเฝ้าดูตลอดเวลาในช่วงขาลงอาจยิ่งเพิ่มความเครียดโดยไม่ช่วยอะไรต่อสุขภาพการเงินระยะยาวเลย

นาโอมิ วิน นักจิตวิทยาคลินิก ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการตัดสินใจเรื่องเงินอย่างรีบร้อนเพราะความกลัว เธอแนะนำให้ใช้เทคนิค “หยุดคิด” ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการลงทุนใดๆ เพื่อให้เวลาอารมณ์ที่ปั่นป่วนสงบลงและกลับมาคิดอย่างมีเหตุผลได้อีกครั้ง คล้ายๆ กัน แอน เลสเตอร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายโซลูชันเพื่อการเกษียณอายุของ J.P. Morgan แนะนำให้ลองจำลองสถานการณ์ท้าทายทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น และคิดเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า เหมือนกับการซ้อมหนีไฟ แต่เป็นการซ้อมเรื่องการเงินแทน

สำหรับคนไทยและครอบครัว แนวทางเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์มาก ในขณะที่ค่าเงินบาทก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การตั้งสติและมุ่งเน้นไปที่การวางแผนการเงินระยะยาวจะช่วยลดการตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่นที่อาจส่งผลเสียได้ แนะนำว่าควรหาความรู้เรื่องการเงิน (financial literacy) เพิ่มเติม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน (financial resilience) ให้แข็งแกร่ง โดยเริ่มจากเป้าหมายทางการเงินเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น การเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน

ในอดีต เศรษฐกิจไทยเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งไปจนถึงการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ประสบการณ์เหล่านี้ตอกย้ำความสำคัญของการปรับตัวและการตัดสินใจอย่างรอบคอบในการจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงคาดเดาได้ยาก การสร้างสมดุลระหว่างการจัดการการเงินและสุขภาพจิตจึงเป็นหนทางสู่อนาคตส่วนตัวและเศรษฐกิจที่มั่นคงยิ่งขึ้น

สำหรับคนไทยที่อยากลงมือทำ การกำหนดตารางทบทวนสถานะทางการเงินเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้ง ก็ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเป้าหมายระยะยาวยังคงเดินหน้าไปตามแผน การหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ทางการเงินในบ้านเรา เช่น ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ หรือการเข้าร่วมอบรมด้านการเงินต่างๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน

การรับมือกับความกังวลเรื่องเงินด้วยสติและใช้แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ จะช่วยให้เราเปลี่ยนความท้าทายเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการเติบโตและเรียนรู้ เพื่อสร้างอนาคตทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็ตาม