ข้อมูลวงในจากการประชุม Oxford LEAP Conference ปี 2025 ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีที่เราผลิตและบริโภคอาหาร พอล เบห์เรนส์ นักวิชาการคนสำคัญจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ย้ำว่าแนวทางการเกษตรแบบเดิมๆ นั้น ไปต่อไม่ได้แล้ว เนื่องจากแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่หนักหน่วงขึ้นและความเปราะบางของตลาดโลก งานวิจัยของเบห์เรนส์ชี้ชัดถึงต้นตอสำคัญ นั่นคือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเกษตร และภัยคุกคามซ้ำเติมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างชัดเจนคือภัยธรรมชาติรุนแรง อย่างน้ำท่วมใหญ่ในออสเตรเลียเมื่อต้นปี รายงานจากรัฐควีนส์แลนด์ แหล่งเลี้ยงวัวสำคัญของออสเตรเลีย ระบุว่ามีปศุสัตว์ล้มตายจำนวนมหาศาล ตอกย้ำความผันผวนที่หนักข้อขึ้นในระบบอาหารโลก

สอดรับกับมุมมองของเบห์เรนส์ งานวิจัยหลายชิ้นคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่น่าห่วงว่าผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอาจเสียหายพร้อมกันในหลายภูมิภาค หากโลกร้อนขึ้นตามที่คาดการณ์ ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ปัจจุบันไปต่อได้ยาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และการประเมินทางเศรษฐกิจอื่นๆ ก็คาดการณ์ไปในทางเดียวกันว่าราคาอาหารจะพุ่งสูงขึ้น โดยมีตัวเร่งจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ประเด็นเศรษฐกิจนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อไทย ซึ่งภาคเกษตรไม่เพียงแต่เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ แต่ยังผูกพันกับมรดกทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

เบห์เรนส์ชี้ว่า การหันมากินอาหารจากพืชเป็นหลักไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะทรัพยากรอย่างน้ำและที่ดินมีจำกัดลงทุกที มุมมองนี้สอดรับกับงานวิจัยชิ้นสำคัญ เช่น รายงานของคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ที่ยืนยันถึงประโยชน์มหาศาลต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่จะได้จากการปรับเปลี่ยนการบริโภคเช่นนี้ สำหรับภาคเกษตรของไทย ผลการศึกษาเหล่านี้อาจเป็นเหมือนสัญญาณเตือน โดยเฉพาะกับนาข้าวและไร่ข้าวโพดที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนหนักขึ้น

ข้อเสนอแนะเรื่องแนวทางนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือ “การจัดลำดับนโยบาย” (policy sequencing) อาจช่วยบรรเทาความท้าทายในการปฏิรูปครั้งใหญ่เช่นนี้ได้ กลยุทธ์นี้เน้นการปรับเปลี่ยนนโยบายทีละขั้น ตั้งแต่การปรับเงินอุดหนุนไปจนถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านอาหารที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องพิจารณา ในขณะที่ต้องรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายไทยจึงอยู่บนทางแพร่งสำคัญ การเมินเฉยต่อสัญญาณเตือนเหล่านี้ อาจทำให้ทางเลือกในอนาคตเหลือน้อยลงและต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น การให้ความสำคัญกับ ความสามารถในการปรับตัวและฟื้นคืน (resilience), ความเป็นธรรม (equity) และ การบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) ในการวางแผนระยะยาว จะช่วยรักษาเสถียรภาพของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย สำหรับคนไทยทั่วไป การเปิดใจปรับเปลี่ยนการกินให้ยืดหยุ่นขึ้นและสนับสนุนแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน ล้วนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราทำได้ เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

แหล่งข้อมูล: