มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่น่าจับตามองออกมาบอกว่า การกินอาหารแบบคีโตเจนิค (Keto) หรือการเน้นกินไขมันสูง ลดคาร์โบไฮเดรตลง อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดในแง่ความเสี่ยงโรคหัวใจ แม้จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) พุ่งสูงขึ้นก็ตาม ผลการศึกษานี้มาจากสถาบัน The Lundquist Institute for Biomedical Innovation ที่ Harbor-UCLA Medical Center และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American College of Cardiology: Advances ถือเป็นการท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ฝังหัวกันมานานเรื่องคอเลสเตอรอลกับสุขภาพหัวใจ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวระดับโลก แต่ยังเป็นประเด็นที่คนไทยสายสุขภาพ ซึ่งหลายคนกำลังอินกับการกินคีโตเพื่อปรับไลฟ์สไตล์ ต้องหันมาฟัง

ในการศึกษาผลกระทบของอาหารคีโต ทีมวิจัยได้เฝ้าติดตามกลุ่มตัวอย่าง 100 คน ที่เรียกว่า “lean mass hyper-responders” (LMHR) หรือกลุ่มคนที่ผอมลงจากการจำกัดคาร์โบไฮเดรต แต่กลับมีระดับ LDL สูงขึ้นสวนทางกัน จากการติดตามผลนานถึง 5 ปี พบว่าถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีระดับคอเลสเตอรอลสูงลิ่ว แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพหัวใจสุดล้ำส่องดู กลับไม่พบว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างที่กังวลกัน ตรงกันข้าม กลับพบว่าปริมาณคราบพลัค (plaque) หรือตะกรันที่เกาะอยู่ในหลอดเลือดหัวใจที่มีอยู่เดิมต่างหาก ที่เป็นตัวชี้วัดปัญหาหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้แม่นยำกว่าค่า LDL ที่สูงเสียอีก ที่มา

ความน่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้คือ มันอาจจะเปลี่ยนวิธีที่เรามองและประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดไปเลย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่กินอาหารไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ ดร. เบรต เชอร์ (Dr. Bret Scher) หนึ่งในทีมวิจัย ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองข้ามแค่ตัวเลขคอเลสเตอรอลแบบเดิมๆ แล้วหันมาใช้เทคนิคการถ่ายภาพหลอดเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงให้ลึกซึ้งขึ้น มุมมองที่ละเอียดขึ้นแบบนี้ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และคนไทยทั่วไป ช่วยคลายข้อสงสัยหรืออคติเกี่ยวกับระดับ LDL ที่สูงปรี๊ดจากการกินคีโตได้ ที่มา

สังคมไทยเรามีวัฒนธรรมอาหารที่เข้มข้น ย่อมเข้าใจดีว่าการเลือกกินมีผลต่อสุขภาพมากแค่ไหน พอมีเทรนด์อาหารใหม่ๆ อย่างคีโตเข้ามา การตัดสินใจเรื่องสุขภาพและโภชนาการอย่างมีข้อมูลจึงสำคัญมาก เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดก็เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ในบ้านเรา การเปลี่ยนแปลงคำแนะนำเรื่องอาหารใดๆ ที่อิงตามงานวิจัยใหม่ๆ จึงอาจส่งผลกระทบต่อวงการสาธารณสุขได้ไม่น้อย นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและสุขภาพที่เห็นได้ชัดในไทย ตั้งแต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ไปจนถึงการหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยแบบนี้มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงแนวทางโภชนาการให้เข้ากับยุคสมัยได้ ที่มา

ผลวิจัยนี้กำลังท้าทายความคิดเก่าๆ และเรียกร้องให้หันมาใช้กลยุทธ์ดูแลสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละคนมากขึ้น ดร. นิค นอร์วิตซ์ (Dr. Nick Norwitz) อีกหนึ่งผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับแนวคิดที่ยึดคอเลสเตอรอลเป็นศูนย์กลาง และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ภาพถ่ายหัวใจ เช่น การตรวจวัดระดับหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (CAC scores) เพื่อดูว่าคราบพลัคมันลุกลามไปแค่ไหน แทนที่จะจ้องแต่ตัวเลขคอเลสเตอรอลอย่างเดียว นี่เป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางการดูแลสุขภาพที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านอาหารที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นไปที่การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจแบบองค์รวมและตรงจุดสำหรับแต่ละคนมากกว่า ที่มา

สำหรับคนไทยที่กำลังลองกินอาหารคีโตอยู่ ข้อคิดที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ แม้ว่าระดับคอเลสเตอรอลที่สูงขึ้นจะเป็นเรื่องที่ต้องจับตา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเสมอไป โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่มีระบบเผาผลาญดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อพูดคุยเรื่องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมยังเป็นเรื่องสำคัญมากๆ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพขั้นสูงเมื่อจำเป็น และการวางแผนการกินที่เหมาะกับตัวเอง คือสิ่งที่ควรทำ

ในขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษาผลกระทบของการกินคีโตกันต่อไป เราก็คงจะได้เห็นคำแนะนำด้านอาหารที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น และปรับให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละที่มากขึ้น ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้อาจจุดประกายให้เกิดงานวิจัยในประเทศไทยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของอาหารต่อสุขภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายด้านสาธารณสุขและการให้ความรู้ด้านโภชนาการในบ้านเราต่อไปในอนาคต

โดยสรุป แม้งานวิจัยใหม่นี้จะดูเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับสายคีโต แต่สิ่งสำคัญสำหรับคนไทยคือการมองอย่างรอบด้าน ชั่งน้ำหนักระหว่างภูมิปัญญาด้านสุขภาพแบบดั้งเดิมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด และการเลือกใช้ชีวิตอย่างมีสติและรอบคอบ