งานวิจัยชิ้นล่าสุดเผยความเชื่อมโยงที่น่าห่วงใยระหว่างภาวะที่ร่างกายมีแมกนีเซียมต่ำกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเป็นโรคเรื้อรังหลายชนิดที่เกิดจากความเสื่อม ผลการศึกษาปี 2024 ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร European Journal of Nutrition (วารสารโภชนาการยุโรป) ชี้ให้เห็นว่าภาวะขาดแมกนีเซียมอาจมีความสัมพันธ์กับโรคอย่าง โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน และมะเร็งบางชนิด งานวิจัยนี้ทำโดยทีมนักวิจัยในออสเตรเลีย ซึ่งได้ตรวจตัวอย่างเลือดจากผู้ใหญ่วัยกลางคน 172 คน เพื่อวัดระดับแมกนีเซียมและดูตัวบ่งชี้ความเสียหายของดีเอ็นเอ
แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการทำงานหลายระบบในร่างกาย รวมถึงกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำสุด กลับมีระดับโฮโมซิสเตอีน (homocysteine) สูงขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงต่อดีเอ็นเอถูกทำลาย และอาจนำไปสู่โรคเกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาท อย่างอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้ คุณแม็กกี้ มูน นักกำหนดอาหารวิชาชีพจากลอสแอนเจลิส อธิบายว่า บทบาทของแมกนีเซียมที่ช่วยในการจำลองดีเอ็นเอตามปกติ และการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ อาจเป็นเหตุผลที่มันช่วยป้องกันความเสียหายที่ว่านี้ได้
สำหรับคนไทยเรา ผลการวิจัยนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะแมกนีเซียมจำเป็นต่อการสร้างพลังงาน การทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และสุขภาพกระดูก การได้รับแมกนีเซียมให้เพียงพอจึงสำคัญอย่างยิ่ง ในบ้านเรา อาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียมอย่าง ผักโขม คะน้า ถั่วต่างๆ เมล็ดธัญพืช และปลาบางชนิด เช่น แซลมอน ก็หาทานได้ไม่ยาก และนำมาปรุงอาหารในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ แต่ถึงอย่างนั้น คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เป็นเบาหวาน หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจต้องพึ่งพาอาหารเสริมเพื่อช่วยรักษาระดับแมกนีเซียมให้เหมาะสม
ภาวะขาดแมกนีเซียม อาจแสดงอาการออกมาให้เห็นได้ เช่น เป็นตะคริวบ่อยๆ อ่อนเพลีย หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย เช่น โรคกระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง และเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำต่อวันก็จะแตกต่างกันไป ผู้ชายต้องการประมาณ 400–420 มิลลิกรัม ส่วนผู้หญิงต้องการ 310–360 มิลลิกรัม ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยอื่น เช่น อายุ หรือภาวะตั้งครรภ์
มีข้อมูลว่าผู้ใหญ่ในอเมริกาเกือบครึ่งหนึ่งได้รับแมกนีเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งสถานการณ์ในบ้านเราก็อาจไม่ต่างกันนัก ทำให้ยิ่งต้องหันมาให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่มีแมกนีเซียมให้มากขึ้น นอกจากนี้ อาหารเสริมแมกนีเซียมก็อาจเป็นประโยชน์กับกลุ่มนักกีฬา หรือคนที่ออกกำลังกายหนักๆ รวมถึงผู้สูงอายุที่ร่างกายอาจดูดซึมแมกนีเซียมได้ไม่ดีเท่าเดิม
สรุปได้ว่า งานวิจัยนี้ไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของแมกนีเซียมในการป้องกันโรคเรื้อรัง แต่ยังชี้ให้คนไทยเห็นว่า จำเป็นต้องใส่ใจกับแร่ธาตุชนิดนี้ในมื้ออาหารประจำวันของเรามากขึ้น การหมั่นกินอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม หรือปรึกษาแพทย์/ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการกินอาหารเสริม อาจเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวม และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้