ทุกวันนี้ คำศัพท์จิตวิทยากลายเป็นเรื่องที่เราคุยกันในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ความต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างอาการ ‘หลงตัวเอง’ (Narcissism) กับ ‘ต่อต้านสังคม’ (Sociopathy) ก็ยังทำเอาหลายคนงงอยู่ดี ล่าสุด บทความใน Daily Mail โดย โมนิก รูบินส์ (Monique Rubins) ก็ได้หยิบประเด็นนี้มาพูดคุย โดยมีนักจิตวิทยามาช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับความแตกต่างสำคัญของสองความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่ซับซ้อนนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร. รามานี เดอร์วาสุลา (Dr. Ramani Durvasula) รวมถึงข้อมูลจาก Psychology Today และ Very Well Mind

ทั้งอาการหลงตัวเองและอาการต่อต้านสังคมจัดเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพเหมือนกัน แต่ ดร. รามานี อธิบายว่า ถึงแม้จะมีบางอย่างคล้ายๆ กัน แต่การแสดงออกกลับต่างกันชัดเจน โรคบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder - NPD) ลักษณะเด่นๆ เลยคือ ไม่ค่อยเห็นอกเห็นใจคนอื่น รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าใครๆ คิดว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น และหยิ่งยโส คนที่มีอาการหลงตัวเองมักจะโหยหาคำชื่นชม และมักมองอะไรตื้นๆ ผิวเผิน ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมอย่างการพยายามควบคุม บงการ หรือ ‘ปั่นหัว’ ให้คนอื่นสับสน (gaslighting) นอกจากนี้ พวกเขายังอาจแสดงท่าทีดูถูก ชอบควบคุม และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแบบไม่แสดงออก หรือที่เรียกว่า passive-aggressive

ส่วนอาการต่อต้านสังคม (Sociopathy) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder) นั้น จะซับซ้อนยิ่งกว่า แม้คนกลุ่มนี้จะขาดความเห็นอกเห็นใจเหมือนคนหลงตัวเอง แต่พวกเขามักถูกมองว่าเจ้าเล่ห์เหลี่ยมจัดกว่า และมักลงมือทำอะไรลงไปโดยไม่รู้สึกผิดต่อความเสียหายที่เกิดกับคนอื่นเลย ดาร์ลีน แลนเซอร์ (Darlene Lancer) เขียนไว้ใน Psychology Today ว่า คนที่มีอาการต่อต้านสังคมต่างกันตรง ‘แรงจูงใจ’ พวกเขาอาจหลอกลวงหรือทำร้ายคนอื่นแค่เพื่อความสนุก ซึ่งต่างจากคนหลงตัวเองที่มักทำไปเพื่อสนองความรู้สึกอยากเป็นคนสำคัญของตัวเอง และเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

สำหรับคนไทยเรา การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความผิดปกติทางบุคลิกภาพพวกนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้หมด ทั้งเรื่องส่วนตัวและการทำงาน บทความชี้ว่า คนที่มีอาการต่อต้านสังคมอาจทำพฤติกรรมเสี่ยงๆ โดยไม่แคร์กฎเกณฑ์สังคมหรือความปลอดภัยของใครหน้าไหน ขณะที่คนหลงตัวเองมักทำไปเพราะอยากได้อำนาจและการยอมรับ

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจึงสำคัญมากในการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ อย่าง เอลิซาเบธ พลัมป์ทรี (Elizabeth Plumptre) จาก Very Well Mind ก็ย้ำว่า การดู ‘แรงจูงใจ’ เบื้องหลังพฤติกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการแยกแยะระหว่างคนหลงตัวเองกับคนที่มีอาการต่อต้านสังคม ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ทางคลินิกหรือในชีวิตประจำวันทั่วไป

ผลกระทบจากเรื่องนี้ไปไกลกว่าแค่การวินิจฉัยเป็นรายคน ในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวมและความสัมพันธ์ในครอบครัว การตระหนักรู้ถึงลักษณะและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางบุคลิกภาพเหล่านี้ จะช่วยส่งเสริมให้สังคมที่เราอยู่มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ ความเข้าใจที่มากขึ้นนี้จะนำไปสู่วิธีรับมือที่ดีขึ้นสำหรับคนที่ต้องเจอกับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งก็จะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตโดยรวมในวงกว้างต่อไป

ในอนาคต การวิจัยที่ทำกันต่อไปน่าจะช่วยให้เราเข้าใจความผิดปกติทางบุคลิกภาพเหล่านี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่วิธีบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา สำหรับคนที่สนใจเรื่องสุขภาพจิตในไทย ความแตกต่างที่ว่านี้ก็เป็นเหมือนกรอบที่ช่วยให้เข้าใจองค์ความรู้และระบบช่วยเหลือต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นซึ่งพบได้บ่อยเหล่านี้ได้ดีขึ้น

สรุปง่ายๆ ก็คือ การรู้ถึงความต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างอาการหลงตัวเองกับอาการต่อต้านสังคม จะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ได้มากขึ้น เราอยากแนะนำให้คนไทยลองศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม ถือเป็นโอกาสให้ได้ทบทวนตัวเองและเพิ่มความเข้าใจในความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่สังคมที่เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นได้

หากสนใจอ่านเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ Daily Mail