พักหลังมานี้ มีงานวิจัยและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่เริ่มเผยให้เห็นถึงภาวะหลงตัวเอง (narcissism) ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก นั่นคือ “ภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่ม” (communal narcissism) คนหลงตัวเองแบบนี้จะต่างจากพวกหลงตัวเองทั่วไปที่ชอบโอ้อวดความสำเร็จส่วนตัวและทำตัวเหนือคนอื่น เพราะพวกเขาจะดูเหมือนอุทิศตัวเพื่องานส่วนรวมและชุมชนอย่างแข็งขัน แต่เบื้องลึกแล้วกลับต้องการแค่ความสนใจและการยอมรับในฐานะ “คนสำคัญ” หรือ “ตัวหลัก” ของกลุ่มเท่านั้นเอง
ฮันนาห์ อัลเดเรเต (Hannah Alderete) นักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตมืออาชีพ อธิบายว่า ภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยที่เจ้าตัวดูเหมือนจะทุ่มเทให้ชุมชนอย่างมาก แต่กลับไม่แคร์หรือเห็นใจใครจริง ๆ พวกเขาได้แรงผลักดันจากคำชมและการยอมรับที่ได้จากการสร้างภาพว่าเป็นคนใจกว้าง ช่วยเหลือคนอื่น หรือมีคุณธรรมมากที่สุดในกลุ่ม ภาวะนี้ถูกอธิบายครั้งแรกโดย โยเคิน เกเบาเออร์ (Jochen Gebauer) นักจิตวิทยาสังคม ซึ่งชี้ว่าแม้จะดูไม่โจ่งแจ้งเท่าแบบอื่น แต่ก็ยังต้องการเป็นใหญ่เหนือคนอื่นอยู่ลึก ๆ
ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดับเบิลยู. คีธ แคมป์เบลล์ (W. Keith Campbell) จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย มองว่าภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่มเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลงตัวเองที่เน้นเรื่องคุณธรรม โดยเชื่อว่าตัวเองดีเด่นด้านศีลธรรมเหนือใคร ภายนอกดูใจบุญ แต่ข้างในกลับรู้สึกเหนือกว่าคนอื่น คนเหล่านี้มักแสดงความยิ่งใหญ่ผ่านการสร้างชื่อเสียงในชุมชน พรีเซนต์ตัวเองว่าเป็น “ตัวท็อป” หรือ “ที่สุด” ในบทบาทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชุมชน
คนที่มีภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่มมักเข้าไปมีส่วนร่วมในงานการกุศล องค์กรไม่แสวงผลกำไร และกิจกรรมอาสาสมัครต่าง ๆ ทำให้ดูเผิน ๆ เหมือนนักบุญมาโปรด แต่ มารี-ไลน์ แชร์แมง (Marie-Line Germain) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นแคโรไลนา เตือนว่า การกระทำเหล่านี้มักทำไปเพื่อตัวเอง คือเพื่อให้คนชมเชยและยอมรับว่าตัวเองศีลธรรมสูงส่ง ความไม่จริงใจนี้ไม่ได้มีแค่เปลือกนอก ทีน่า สวิธิน (Tina Swithin) ผู้เขียนหนังสือ “Divorcing a Narcissist” กล่าวว่า ในชีวิตส่วนตัว คนหลงตัวเองประเภทนี้อาจชอบบงการคนในครอบครัว ซึ่งสร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้คนใกล้ชิดอย่างหนัก
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีรับมือเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับคนหลงตัวเองแบบอิงกลุ่ม เช่น จดบันทึกบทสนทนาไว้เป็นหลักฐาน และเลี่ยงการต่อปากต่อคำหรือสถานการณ์ที่ชวนให้ปะทะคารม นักบำบัด เวนดี้ เบฮารี (Wendy Behary) เน้นย้ำถึงธาตุแท้สองหน้าของคนประเภทนี้ ที่ลับหลังอาจร้ายกาจมาก แต่ต่อหน้าสังคมยังดูดีน่าชื่นชม
สำหรับสังคมไทย การตระหนักรู้เรื่องภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่มเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะในชีวิตส่วนตัวหรือการทำงาน เพราะเป็นสังคมที่เน้นเรื่องน้ำใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้ว่าการมีส่วนร่วมในชุมชนอย่างแข็งขันเป็นเรื่องดี แต่การรู้เท่าทันว่าเบื้องหลังอาจมีแรงจูงใจเคลือบแฝงอยู่ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับผู้คนในสังคมและการทำงานได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญสำหรับสังคมไทยต่อไปคือ การส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจที่มาจากใจจริง และมองให้ลึกถึงเจตนาที่แท้จริงของการทำเพื่อส่วนรวม การยอมรับและทำความเข้าใจภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่มจะช่วยให้ผู้คนสามารถสร้างชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความจริงใจอย่างแท้จริงได้มากขึ้น
สำหรับคนที่ทำงานในองค์กรต่าง ๆ หรือระบบทางสังคมของไทย การสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการตรวจสอบความจริงใจกันอยู่เสมอ สามารถลดบทบาทของพฤติกรรมหลงตัวเองแบบนี้ลงได้ การสนับสนุนให้เปิดใจคุยกันเรื่องแรงจูงใจ จะช่วยแยกแยะได้ว่าใครทำเพื่อส่วนรวมจริง ๆ หรือใครแค่เอาหน้า ทำดีเพื่อหวังผล
เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป การทำความเข้าใจพลวัตทางจิตวิทยาเช่นนี้จะยิ่งสำคัญต่อการสร้างสังคมที่เอื้ออาทรกันจริง ๆ และลดความเสียหายที่อาจตามมาจากผู้ที่มีภาวะหลงตัวเองแบบอิงกลุ่ม