ในยุคที่การแพทย์ก้าวหน้าไปไกล ดร. จอห์น ชาร์ฟเฟนเบิร์ก คุณหมอและศาสตราจารย์พิเศษวัย 101 ปี จากคณะสาธารณสุขฯ ม.โลมาลินดา กลับมาพร้อมคำแนะนำเรื่องสุขภาพที่ง่ายๆ แต่ใช้ได้ผลเสมอ นั่นคือ “อยากอายุยืนยาวขึ้น ก็แค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์” คุณหมอชาร์ฟเฟนเบิร์ก ที่หลายคนจำได้จากภาพขับรถ Toyota Prius สีแดง และการแชร์ความรู้ผ่าน YouTube กำลังเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก ล่าสุดก็เพิ่งไปบรรยายที่มาดากัสการ์และทั่วยุโรปมาหมาดๆ

ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ได้มีประวัติอายุยืนยาวนัก – คุณแม่ท่านเสียด้วยโรคอัลไซเมอร์ตอนอายุ 60 กว่าๆ ส่วนคุณพ่อก็จากไปเพราะหัวใจวายตอนอายุ 76 – แต่ ดร. ชาร์ฟเฟนเบิร์ก เชื่อมั่นว่า ที่ท่านอายุยืนทะลุร้อยปีได้ เป็นเพราะใช้ชีวิตแบบแอคทีฟและมีสไตล์การกินที่ไม่เหมือนใคร

หนึ่งในเคล็ดลับเด็ดที่ท่านค้นพบคือ การขยับร่างกาย โดยเฉพาะช่วงวัยกลางคน (อายุ 40 ถึง 70 ปี) สำคัญมาก คุณหมอชี้ว่าช่วงนี้แหละที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มติดสบาย ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพตามมา “ผมออกกำลังเยอะมาก” ท่านเล่าย้อนถึงช่วงวัยกลางคนที่ขลุกอยู่กับการทำสวนบนที่ดินบนเขา ปลูกต้นไม้เป็นพันๆ ต้น การที่ท่านขยันขยับตัวสม่ำเสมอตลอดชีวิตนี่เอง ไม่เพียงช่วยให้ท่านอายุยืนกว่าพี่น้อง แต่ยังทำให้เรื่องราวที่ท่านเล่าในการบรรยายและในช่อง YouTube อย่าง Viva Longevity! ของท่านน่าสนใจยิ่งขึ้น จนมีคนดูเป็นล้าน

คุณหมอชาร์ฟเฟนเบิร์กย้ำถึงเคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำได้จริงเพื่ออายุยืนยาว เริ่มจาก เลิกบุหรี่และงดเหล้า ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ยืนยันว่าเป็นตัวการสำคัญที่สร้างภาระโรคทั่วโลก ท่านยังแก้ความเข้าใจผิดเรื่องแอลกอฮอล์ โดยเน้นว่าถึงจะมีประโยชน์กับหัวใจอยู่บ้าง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเสี่ยงมะเร็งที่เพิ่มขึ้น สถาบันศึกษาเรื่องการใช้แอลกอฮอล์ในทางที่ผิดและการติดสุราแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism) ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยระบุชัดว่าแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งที่รู้จักกันดี

อีกหลักการสำคัญในชีวิตของคุณหมอคือ การคุมน้ำหนัก ท่านสนับสนุนการทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการอดอาหารเป็นช่วงๆ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ อย่างสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIH) ก็ย้ำว่า แค่น้ำหนักเกินนิดหน่อยก็เพิ่มความเสี่ยงสารพัดโรค ทั้งเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจได้แล้ว ลักษณะการกินของคุณหมอสอดคล้องกับความเชื่อของชาวคริสต์นิกายเซเวนต์เดย์แอดเวนทิสต์ (Seventh-Day Adventist) ที่เน้น กินอาหารจากพืชเป็นหลัก คือเน้นผัก ผลไม้ ถั่ว และกินน้ำตาลแปรรูปน้อยที่สุด ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นก็สนับสนุนแนวทางนี้ โดยชี้ว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงมะเร็งบางชนิดได้

คำแนะนำของท่านไม่ได้หยุดแค่เรื่องกินกับออกกำลังกาย แต่ยังส่งเสริมให้ ใส่ใจเรื่องไขมันในอาหาร โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว ท่านเห็นด้วยกับแนวทางของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) ที่แนะนำให้กินไขมันชนิดนี้ไม่เกิน 6% ของแคลอรี่ทั้งหมด ซึ่งแนวทางนี้มักจะทำให้เรากลายเป็นคนกินมังสวิรัติไปโดยปริยาย และก็มีงานวิจัยด้านโภชนาการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับคนไทย เคล็ดลับของคุณหมอชาร์ฟเฟนเบิร์กถือว่าเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากๆ เพราะบ้านเรากำลังเจอปัญหาโรคที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อคิดของคุณหมอจึงเป็นเหมือนแนวทางที่ทำได้จริงเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ส่งเสริมการมีสุขภาพดีแบบองค์รวมที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะมีวัฒนธรรมแบบไหน ยิ่งในวันที่โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทย การที่คุณหมอเน้นย้ำเรื่องการออกกำลังกายและโภชนาการที่เหมาะสมจึงทันยุคทันสมัยสุดๆ

ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพ ชีวิตของคุณหมอชาร์ฟเฟนเบิร์กเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าการเลือกใช้ชีวิตอย่างใส่ใจนั้นส่งผลดีแค่ไหน การนำแนวทางของคุณหมอไปปรับใช้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางสุขภาพของเราได้อย่างชัดเจน การรับฟังภูมิปัญญาดีๆ แบบนี้จึงเป็นแนวทางที่มีค่าอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว