เรื่องที่ว่าไข่ไก่เลยวันหมดอายุแล้วยังกินได้ไหม กลายเป็นคำถามคาใจของหลายบ้านทั้งในไทยและต่างประเทศ ยิ่งในยุคที่ปัญหาขยะอาหารกลายเป็นเรื่องใหญ่ แถมค่าครองชีพก็สูงขึ้น การรู้ว่าจริงๆ แล้วไข่เก็บได้นานแค่ไหนจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย ล่าสุด EatingWell ได้เผยผลศึกษาที่น่าสนใจว่า หากเก็บไข่อย่างถูกวิธี ไข่จะยังคงกินได้นานกว่าวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลากเสียอีก ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากผู้จัดการด้านความปลอดภัยอาหารของคณะกรรมการไข่แห่งสหรัฐอเมริกา (American Egg Board) ด้วย
ไข่ถือเป็นวัตถุดิบติดครัวของคนไทยหลายบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ในเมนู “ไข่เจียว” จานโปรด หรือกินคู่กับข้าวตามร้านอาหารริมทาง ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าไข่ที่เลยวันหมดอายุไปแล้วยังกินได้อย่างปลอดภัยหรือไม่จึงสำคัญมาก คุณเอลิซา มาโลเบอร์ติ จากคณะกรรมการไข่แห่งสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า ไข่ยังคงปลอดภัยที่จะกินต่อไปได้อีก 2-3 สัปดาห์หลังจากวันหมดอายุ หากเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 40°F (ประมาณ 4°C) หรือต่ำกว่านั้น การที่ไข่เก็บได้นานขึ้นอีกนิดหน่อยนี้ ช่วยให้แต่ละบ้านบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้น และลดการทิ้งอาหารดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
บนกล่องไข่มักมีฉลากบอกวันที่แตกต่างกันไป เช่น “ควรขายก่อน” (Sell By), “ควรบริโภคก่อน” (Use By/Best By), “หมดอายุ” (Exp. By) นอกจากนี้ยังมี “วันจูเลียน” (Julian date) ซึ่งเป็นรหัสตัวเลข 3 หลักบอกวันที่ไข่ถูกบรรจุลงแผง (นับตามลำดับวันของปี เช่น 001 คือ 1 มกราคม, 365 คือ 31 ธันวาคม) ช่วยให้เราพอจะรู้ได้ว่าไข่เก็บมานานแค่ไหนแล้ว หากเก็บในตู้เย็นอย่างเหมาะสม ไข่สดจะยังคงคุณภาพดีและปลอดภัยไปได้อีก 4-5 สัปดาห์นับจากวันบรรจุนี้ สำหรับเมืองร้อนอย่างบ้านเรา การรักษาอุณหภูมิในตู้เย็นให้คงที่จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยยืดอายุความสดของไข่
มีเรื่องน่าสนใจคือ สมัยก่อนคนไทยอาจจะคุ้นเคยกับการเก็บไข่ไว้นอกตู้เย็น แต่มาตรฐานปัจจุบันและข้อมูลวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแช่เย็น นอกจากนี้ การเก็บไข่ไว้ที่ชั้นวางด้านในตู้เย็น แทนที่จะเป็นช่องใส่ไข่ที่ประตู จะช่วยให้ไข่สดนานขึ้น เพราะอุณหภูมิบริเวณนั้นจะคงที่กว่า ไม่ผันผวนตามการเปิด-ปิดประตูตู้เย็น การเก็บไข่ไว้ในกล่องที่ซื้อมายังช่วยป้องกันไม่ให้ไข่ดูดกลิ่นอาหารอื่นๆ ในตู้เย็นได้ด้วย
จริงๆ แล้ว ไข่เน่าเสียนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น ไข่ขาวเหลวขึ้น ไข่แดงแบนลง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อไข่เก่าลง ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากสังเกตเห็นว่าไข่มีลักษณะลื่นๆ หรือเป็นผงๆ ที่เปลือก อาจเป็นสัญญาณของการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหรือเชื้อรา ควรทิ้งไปทันที หรือถ้าตอกไข่ออกมาแล้วพบว่าไข่แดงแห้งเหี่ยวติดเปลือก หรือไข่ขาวมีสีผิดปกติ เช่น เขียว ชมพู หรือมีจุดดำๆ ก็ไม่ควรนำมาบริโภค
เรื่องเชื้อซัลโมเนลลา ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนมากับไข่ได้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย การแช่เย็นอย่างถูกวิธีจะช่วยชะลอการเติบโตของแบคทีเรียชนิดนี้ ทำให้ไข่ยังปลอดภัยพอที่จะนำมาบริโภคได้ (โดยเฉพาะเมื่อปรุงสุก) การดูแลให้เปลือกไข่สะอาด ไม่แตกร้าว และไม่มีสิ่งสกปรกติดอยู่ ก็ช่วยลดความเสี่ยงการปนเปื้อนได้เช่นกัน
ไข่เก่าก็มีข้อดีเหมือนกันนะ เพราะไข่เก่าจะปอกเปลือกง่ายกว่าไข่ใหม่หลังจากต้มสุกแล้ว เนื่องจากเมื่อไข่เก่าลง ช่องอากาศภายในไข่จะใหญ่ขึ้น และเยื่อหุ้มไข่ขาวจะหดตัว ทำให้ร่อนออกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น ใครที่อยากได้ไข่ต้มผิวเนียนสวย ลองใช้ไข่ที่ซื้อมาแล้วประมาณหนึ่งสัปดาห์ดูสิ
เพราะเรื่องความปลอดภัยของอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ข้อมูลนี้จึงเป็นแนวทางให้ผู้บริโภคชาวไทยเราจัดการเรื่องไข่ได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น การนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้ ไม่เพียงช่วยลดขยะอาหาร ประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากไข่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตราย เพียงแค่เราใส่ใจดูวันหมดอายุ เข้าใจวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง และรู้จักสังเกตลักษณะไข่ด้วยตัวเองที่บ้าน ทุกครัวเรือนก็จะอร่อยกับเมนูไข่สารพัดประโยชน์ได้อย่างสบายใจ