พักหลังมานี้ กระแสเรื่อง อาหารสุขภาพโลก (Planetary Health Diet - PHD) กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก และอาจพลิกโฉมพฤติกรรมการกินของเราไปเลยก็ได้ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราอายุยืนขึ้นเท่านั้น แต่ยังดีต่อโลกที่เราอยู่อีกด้วย แนวคิดนี้ริเริ่มโดยคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ที่ชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมากินอาหารจากพืชให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน หัวใจสำคัญของ PHD ซึ่งมีที่มาจากรายงาน “Food in the Anthropocene” เมื่อปี 2019 คือการเน้นกินผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนจากพืชให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการลดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมลง ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจมากสำหรับประเทศไทย ที่กำลังให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าเมื่อก่อน อาหารเมดิเตอร์เรเนียน จะครองแชมป์เรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ตอนนี้ PHD กำลังมาแรงแซงโค้ง ด้วยศักยภาพที่อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกได้ถึง 17% และป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 11 ล้านคนต่อปี งานวิจัยจาก Harvard Chan School ก็ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้ โดยพบว่าคนที่กินอาหารตามแนวทาง PHD มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลงถึง 30% ผลการศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 200,000 คนที่ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เป็นเวลานานถึง 34 ปี ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งและโรคหัวใจลดลงอย่างชัดเจน

สำหรับประเทศไทย อาหารและสุขภาพเป็นเรื่องที่ผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น วัฒนธรรมอาหารไทยดั้งเดิมที่เน้นผักสมุนไพรหลากหลายชนิด ก็ถือว่าเข้าทางกับหลักการของ PHD อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การต้องลดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาจเป็นเรื่องท้าทายอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับเมนูยอดฮิตหลายอย่างที่นิยมใช้เนื้อไก่หรืออาหารทะเล แต่ถึงจะมีข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมเหล่านี้ การปรับเอาหลักการ PHD มาใช้ ก็สามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านสุขภาพและความยั่งยืนได้ นำไปสู่ประชากรที่มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นและโลกที่น่าอยู่กว่าเดิม

มองในภาพรวมระดับโลก อาหารสุขภาพโลกให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทรนด์การกินในอนาคต โดยมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบชั้นกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่คนรักสุขภาพในไทยคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แถม PHD ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าอีกด้วย แต่ก็จำเป็นต้องวางแผนให้ดี เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารบางอย่างที่อาจพบได้ง่ายในอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก เช่น วิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนมื้ออาหารให้สมดุล หรืออาจต้องเสริมด้วยวิตามิน ซึ่งเป็นประเด็นที่แคมเปญรณรงค์ด้านสุขภาพในบ้านเราสามารถให้ความรู้เพิ่มเติมได้

เมื่อ PHD ได้รับความนิยมมากขึ้น ความท้าทายสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่างความชอบทางวัฒนธรรมกับคำแนะนำด้านสุขภาพที่เป็นสากล ในประเทศไทยที่อาหารและวัฒนธรรมแยกกันไม่ออก การส่งเสริม PHD จึงต้องทำอย่างเข้าใจและนุ่มนวล เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางนี้สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตแบบไทยๆ ได้ พร้อมกับส่งเสริมเป้าหมายด้านสุขภาพและอายุที่ยืนยาว

สำหรับคนไทยที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตยืนยาวเกิน 100 ปี การนำแนวคิดอาหารสุขภาพโลกมาปรับใช้ดูจะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง ในขณะที่ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่โภชนาการที่ยั่งยืนและดีต่อสุขภาพ ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ โดยแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว

เพื่อเปิดรับแนวคิดนี้ ครอบครัวไทยสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเพิ่มถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง และผักพื้นบ้านต่างๆ เข้าไปในมื้ออาหารให้มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตทางการเกษตรในบ้านเรา บุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยสนับสนุนระบบอาหารที่ใส่ใจทั้งสุขภาพของผู้คนและสุขภาพของโลก

ดังนั้น อาหารสุขภาพโลกจึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการเดินทางร่วมกันไปสู่โลกที่มีสุขภาพดีขึ้น แค่เราเลือกกินอย่างชาญฉลาดตั้งแต่วันนี้ ผู้อ่านชาวไทยก็สามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่สุขภาพและความยั่งยืนดำเนินควบคู่กันไป สนับสนุนทั้งอายุที่ยืนยาวของตัวเราเองและของโลกใบนี้

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดนี้ได้ที่ รายงานของ EAT-Lancet Commission