ความเชื่อเก่าแก่ที่ว่าอาหาร “ธรรมชาติ” นั้นดีต่อสุขภาพที่สุด กำลังถูกท้าทาย ชวนให้เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต้องหันมาคิดใหม่เรื่องการเลือกกิน บทความล่าสุดโดย ทามาร์ ฮาสเปล ใน The Washington Post ได้เจาะลึกว่าทำไมมนุษย์เรา รวมถึงคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพและอาหารการกินแบบดั้งเดิม ถึงมักจะเทใจให้อาหารที่แปะป้ายว่า “ธรรมชาติ” ทั้งๆ ที่อาจไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับเลยก็ตาม แหล่งข้อมูล

เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะมันตรงกับเทรนด์ฮิตเรื่องอาหารออร์แกนิกและอาหารที่แปะป้าย “ธรรมชาติ” ซึ่งกำลังบูมในบ้านเรา ตลาดนัดชาวไร่ชาวสวน ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยันเชียงใหม่ ก็เต็มไปด้วยลูกค้าที่หวังจะได้ประโยชน์ดีๆ จากของที่เชื่อกันว่ามาจากธรรมชาติ แม้ว่าการกินอาหารหลากหลายที่ไม่ผ่านการแปรรูปจะเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพดี แต่อาหารที่เรียกว่าธรรมชาติบางอย่างก็อาจเสี่ยงต่อสุขภาพได้เหมือนกัน ตัวอย่างชัดๆ ก็คือ น้ำตาลและไขมันตามธรรมชาติ หากกินมากไปก็อาจนำไปสู่โรคอ้วน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่คนไทยเจออยู่บ่อยๆ

คุณทามาร์ ฮาสเปล ชี้ว่า สัญชาตญาณที่พาเราไปปักใจเชื่อในความเป็นธรรมชาตินั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากหนีจากระบบอาหารอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยศัพท์แสงวิทยาศาสตร์และส่วนผสมแปรรูป ความไม่ไว้ใจที่มีอยู่เดิม บวกกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เห็นกันตำตา อย่างมลพิษในแม่น้ำเจ้าพระยาและการทำเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ยิ่งทำให้คนหันมาโหยหาความเป็นธรรมชาติมากขึ้นไปอีก แหล่งข้อมูล

ดร. อลัน เลวิโนวิตซ์ ที่บทความอ้างถึง อธิบายว่าคำว่า “ธรรมชาติ” มันเหมือนเป็น “ทางลัดทางความคิด” ช่วยให้คนซื้อรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจและคุมเกมเรื่องอาหารได้ แนวคิดนี้เข้ากันดีกับบริบทของไทย ที่เรื่องอาหารมักโยงใยกับความภูมิใจในวัฒนธรรมและตัวตน ลองนึกภาพการเปรียบเทียบระหว่างก๋วยเตี๋ยวชามโปรดกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ผ่านกรรมวิธีดูสิ

ความน่าเชื่อถือของป้ายอย่าง “ออร์แกนิก” หรือ “ปลอดจีเอ็มโอ” ก็อาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ เพราะไม่ใช่ทุกป้ายที่จะมีมาตรฐานรองรับหรือมีการตรวจสอบสม่ำเสมอในเมืองไทย ตลาดนัดชาวบ้าน หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ ก็อาจไม่ได้ให้ข้อมูลแจกแจงความต่างหรือรายละเอียดของคำว่าธรรมชาติอย่างเพียงพอ บางทีก็เป็นการปั้นภาพให้ดูดีต่อสุขภาพเกินจริง คล้ายๆ กับวิธีที่ขนม “เวจจี้ สตรอว์” (ขนมผักอบกรอบ) ถูกนำเสนอว่าดีกว่ามันฝรั่งทอดกรอบแบบเดิมๆ

ในบ้านเรา ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัตถุดิบนำเข้า แต่ยังรวมถึงของดีประจำถิ่นที่คนชอบกินกัน เช่น น้ำมันมะพร้าว หรือใบเตย การให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้คนเกี่ยวกับการอ่านฉลากโภชนาการและทำความเข้าใจกระบวนการผลิตอาหาร จะช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

ความท้าทายคือจะสร้างสมดุลระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมกับข้อมูลวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ด้วยกฎระเบียบที่อาจยังไม่ครอบคลุม และการตรวจสอบฉลากที่ไม่เหมือนกันทั่วประเทศ คนซื้ออย่างเราๆ จึงต้องคิดวิเคราะห์ให้ดีเวลาเลือกซื้อ โดยอาจลองมองมุมมองจากเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งมักเป็นแรงบันดาลใจให้กับนโยบายอาหารในภูมิภาคอยู่บ่อยครั้ง

การรู้เท่าทันอคติในใจเราเอง จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกของที่ดีต่อสุขภาพได้ดีขึ้น แม้ว่าเสน่ห์ของอาหารธรรมชาติจะดึงดูดใจและตรงกับความคิดเรื่องสุขภาพตามสัญชาตญาณ แต่ก็ควรเป็นการเลือกโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก โดยมองทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริงๆ

ก้าวต่อไป คนไทยเราปรับใช้แนวคิดสองทางได้ คือ ชื่นชมภูมิปัญญาอาหารดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการเปิดรับวิทยาศาสตร์โภชนาการที่มีหลักฐานชัดเจน เช่น การกินผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติมสารอาหาร หรือการยอมรับนวัตกรรมอาหารแปรรูปที่ปลอดภัย อย่างเนื้อจากพืช เพื่อความยั่งยืน การทำแบบนี้จะช่วยยกระดับความรู้ความเข้าใจในสังคม และลดช่องว่างระหว่างความผูกพันทางวัฒนธรรมกับหลักการสุขภาพที่เป็นสากล เพื่อสังคมที่รู้เท่าทันมากขึ้น

เพื่อให้เข้าใจเรื่องอาหารการกินอย่างถ่องแท้ อยากชวนให้ผู้อ่านชาวไทยทุกคนมาร่วมกันเรียกร้องความโปร่งใส และมีส่วนร่วมในการพูดคุยแลกเปลี่ยนระดับโลกเกี่ยวกับฉลากอาหาร การผลิต และผลกระทบต่อสุขภาพ การใช้ทั้งความรู้เท่าทันสื่อและความภูมิใจในวัฒนธรรม จะช่วยให้คนไทยเรากำหนดนิยามเรื่องอาหารธรรมชาติกันใหม่ ให้สอดคล้องทั้งกับประเพณีและมาตรฐานสุขภาพยุคใหม่ เพื่อเตรียมประเทศให้พร้อมสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม