ผลวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Medicine กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า การบริโภควัตถุเจือปนอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีหลายชนิดผสมกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ งานวิจัยนี้เป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ปารีส นอร์ท ร่วมกับสถาบันสุขภาพและการวิจัยทางการแพทย์แห่งชาติฝรั่งเศส ซึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของชาวฝรั่งเศสวัยผู้ใหญ่กว่า 108,000 คน ที่เข้าร่วมโครงการ NutriNet-Santé ซึ่งเป็นงานวิจัยระยะยาวที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างอาหารการกินกับสุขภาพในแง่มุมต่างๆ ผลการศึกษาครั้งนี้ตอกย้ำว่า แม้สารปรุงแต่งแต่ละตัวอาจเคยถูกเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพมาบ้างแล้ว แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงอาจสูงขึ้นเมื่อเราบริโภคสารเหล่านี้แบบ “ผสมรวมกัน” ซึ่งพบได้บ่อยในอาหารยุคปัจจุบัน
จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการพิจารณาผลกระทบของวัตถุเจือปนอาหารแบบ “ค็อกเทล” หรือแบบผสม แทนที่จะมองแยกเป็นสารๆ ไป คุณ Mathilde Touvier หัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า ในชีวิตประจำวัน เรามักได้รับสารเหล่านี้รวมกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะจากการกินอาหารแปรรูปและอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed foods) ผลการศึกษาพบว่ามีสารปรุงแต่ง 2 กลุ่ม ที่เรียกว่า “ส่วนผสมชุดที่ 2” และ “ส่วนผสมชุดที่ 5” ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กลุ่มแรก (ชุดที่ 2) คือพวกอิมัลซิไฟเออร์ (สารช่วยให้อาหารข้นคงตัว) และสารเพิ่มความหนืด ซึ่งเจอบ่อยในนมจากพืชและเนื้อสัตว์แปรรูป ส่วนกลุ่มหลัง (ชุดที่ 5) คือสารที่พบมากในเครื่องดื่มรสหวานและเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล
แม้ว่าลักษณะการศึกษาครั้งนี้จะเป็นเพียงการสังเกตการณ์ ซึ่งยังไม่สามารถฟันธงได้ 100% ว่าสารปรุงแต่งเหล่านี้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคเบาหวาน แต่มันชี้ให้เห็นว่า สารเหล่านี้อาจทำหน้าที่เหมือน “ตัวชี้วัด” ของการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง ซึ่งมักให้พลังงานสูงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ดังที่คุณหมอ ทอม ริไฟ จากคลีฟแลนด์คลินิก ให้ความเห็นว่า สารปรุงแต่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้เกิดโรคเบาหวานโดยตรง แต่มันมักมาพร้อมกับพฤติกรรมการกินอาหารแคลอรี่สูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานอยู่แล้ว
ประเด็นเรื่องวัตถุเจือปนอาหารกำลังถูกจับตาและตรวจสอบผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเข้มข้นมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียได้สั่งแบนวัตถุเจือปนบางชนิด และอีกหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาก็กำลังพิจารณาออกกฎหมายทำนองเดียวกัน นอกจากนี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ก็กำลังเผชิญแรงกดดันให้ทบทวนนโยบายเกี่ยวกับวัตถุเจือปนที่เคยถูกจัดว่า “ปลอดภัยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป” (GRAS) ซึ่งสะท้อนความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร
สำหรับประเทศไทยเราเอง ซึ่งเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขมาโดยตลอด งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อทั้งผู้บริโภคและหน่วยงานภาครัฐ พฤติกรรมการกินของคนไทยในปัจจุบันที่พึ่งพาอาหารแปรรูปมากขึ้น ก็อาจทำให้เราได้รับสารปรุงแต่งผสมที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น การรณรงค์ด้านสุขภาพอาจต้องหันมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใส่ใจเลือกอาหาร และการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงแต่พอประมาณ
ในอนาคต นักวิจัยอย่างคุณ Mengxi Du จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที. เอช. แชน สนับสนุนให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเจาะลึกว่า ส่วนผสมของวัตถุเจือปนเหล่านี้มี “ผลเสริมฤทธิ์กัน” (synergistic effects) ที่อาจทำให้ความเสี่ยงต่อสุขภาพรุนแรงขึ้นไปอีกหรือไม่ ความเข้าใจในประเด็นนี้จะช่วยนำทางในการกำหนดนโยบายและเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อลดการบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุเจือปนที่อาจเป็นอันตรายเหล่านี้
สำหรับคนไทยที่อยากลดความเสี่ยง คำแนะนำง่ายๆ คือ หมั่นอ่านฉลากข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด และพยายามเลือกกินอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป (whole foods) หรืออาหารธรรมชาติให้มากขึ้น แทนที่อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารในบรรจุภัณฑ์ การตระหนักรู้และเลือกบริโภคอย่างชาญฉลาดยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ในขณะที่ผลกระทบจากงานวิจัยนี้กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ