สหรัฐอเมริกาเจอสถานการณ์น่าห่วง อัตราการเสียชีวิตของมารดาพุ่งสูงขึ้นถึง 27% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ถึงกับระบุว่าเป็น “วิกฤตสาธารณสุขเร่งด่วน” ตัวเลขที่น่าตกใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตัดงบประมาณวิจัยด้านอนามัยแม่และเด็กอย่างหนัก ผลกระทบไม่ได้จำกัดวงแค่ในสหรัฐฯ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญสำหรับประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทยด้วย ซึ่งสุขภาพของแม่ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
อัตราการตายของมารดา หรือการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งครรภ์และการคลอด ถือเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพและโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพมานานแล้ว ดังนั้น การที่สหรัฐฯ พบว่าอัตรานี้เพิ่มจาก 25.3 รายต่อการเกิดมีชีพ 100,000 รายในปี 2018 เป็น 32.6 รายในปี 2022 จึงเป็นเรื่องที่ทั่วโลก รวมถึงไทย ต้องหันมาทบทวนและประเมินนโยบายกันอย่างเร่งด่วน ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตเหล่านี้ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งงานวิจัยสามารถเก็บข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นจากการขยายเวลาติดตามอาการหลังคลอดเป็นหนึ่งปี
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ ดร. โรส โมลินา หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพยังคงเป็นต้นตอสำคัญของปัญหานี้ ที่น่าสะเทือนใจคือ ผู้หญิงชนพื้นเมืองอเมริกัน (อินเดียนแดง), ชาวอะแลสกาพื้นเมือง และคนผิวดำ มีอัตราการตายสูงกว่าผู้หญิงผิวขาวอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมเชิงเชื้อชาติที่หยั่งรากลึกในระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลไปทั่วโลก
แม้ไทยจะมีความก้าวหน้าที่น่าพอใจในการลดอัตราการตายของมารดา โดยลดลงได้จากการปรับปรุงการเข้าถึงบริการสุขภาพและการให้ความรู้ด้านสาธารณสุข แต่ประสบการณ์ของสหรัฐฯ ก็ตอกย้ำว่าระบบสุขภาพแม่และเด็กนั้นเปราะบางเพียงใดต่อแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การตัดงบประมาณส่งผลกระทบต่อระบบติดตามความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ (PRAMS) ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการเฝ้าระวังสุขภาพแม่
เมื่อมองหากลยุทธ์ที่เป็นไปได้เพื่อคลี่คลายวิกฤตนี้ เราสามารถเรียนรู้บทเรียนดี ๆ จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีอัตราแม่ตายต่ำที่สุดในสหรัฐฯ กลยุทธ์อย่างการอบรมบุคลากรทางการแพทย์เรื่องอคติแฝง (unconscious bias) และการดึงแพทย์สาขาอื่นนอกเหนือจากสูตินรีเวชเข้ามาร่วมดูแลแม่ พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพในการลดความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติและช่วยให้ผลลัพธ์โดยรวมดีขึ้น ข้อคิดเหล่านี้สอดคล้องกับบริบทของไทยอย่างยิ่ง ที่การให้บริการสุขภาพยังคงแตกต่างกันมากระหว่างในเมืองและชนบท
ผู้เชี่ยวชาญ เช่น มารี โทมา จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ย้ำว่ากรอบนโยบายที่อิงข้อมูล อย่างนโยบายที่รัฐบาลไบเดนเคยเสนอ เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหานี้ เช่นเดียวกับ คิชา เดวิส จากมอนต์โกเมอรีเคาน์ตี รัฐแมริแลนด์ ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่ประสบความสำเร็จซึ่งสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยได้
จากสถานการณ์ปัจจุบัน นานาประเทศจำเป็นต้องกลับมายืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพแม่และเด็กอีกครั้ง สำหรับประเทศไทย นี่หมายถึงการปกป้องงบประมาณสำหรับโครงการสุขภาพแม่ การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม และการสร้างความมั่นใจว่าบุคลากรทางการแพทย์ได้รับการอบรมที่ทันสมัยทั้งด้านอนามัยแม่และเด็กและอนามัยการเจริญพันธุ์
เสียงเรียกร้องให้ลงมือทำนั้นชัดเจน: ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็ง ไม่ให้เกิดความชะล่าใจ และนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดทั้งในระดับท้องถิ่นและสากลมาปรับใช้เพื่อปกป้องสุขภาพของแม่ ดังที่สถานการณ์ในสหรัฐฯ เป็นอุทาหรณ์ อัตราการตายของมารดาไม่ได้เป็นแค่ตัวชี้วัดทางสุขภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจของประเทศในการปกป้องแม่และเด็กรุ่นต่อไป การลงทุนและการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องจึงสำคัญอย่างยิ่ง ในขณะที่ไทยกำลังมุ่งมั่นสู่เป้าหมายด้านสุขภาพภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)