กุญชรวิมาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๕. กุญชรวิมาน
ว่าด้วยวิมานที่มีช้างเป็นพาหนะ
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
[๓๑] เทพธิดาผู้มีดวงตางดงามคล้ายกลีบปทุม ช้างพาหนะอันประเสริฐของเธอประดับประดาด้วยแก้วนานาประการน่าพอใจ มีพลัง แคล่วคล่องว่องไว ท่องเที่ยวไปในอากาศได้
[๓๒] กระพองมีสีคล้ายสีดอกปทุม ประดับด้วยพวงดอกปทุมและพวงดอกอุบลทิพย์ งามรุ่งเรือง ตามตัวโปรยปรายด้วยเกสรปทุม ประดับด้วยพวงปทุมทองอย่างสง่างาม
[๓๓] พญาช้างเยื้องย่างไปได้อย่างราบเรียบ ไม่สั่นสะเทือนตลอดทางที่เรียงรายด้วยดอกปทุมทองขนาดใหญ่ มีกลีบปทุมประดับประดาอยู่
[๓๔] เมื่อพญาช้างเยื้องย่างไป กระดิ่งทองคำก็ดังประสานเสียงน่ารื่นรมย์ กังวานไพเราะจับใจ ฟังคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่องห้า (ดนตรีเครื่องห้า คือ อาตตะ (โทน) วิตตะ (ตะโพน) อาตตวิตตะ (บัณเฑาะว์) ฆนะ (กังสดาล) สุสิระ (ปี่ สังข์))
[๓๕] เธอทรงภูษาสะอาดสะอ้าน ประดับองค์อยู่บนคอช้าง มีผิวพรรณงามล้ำหมู่นางอัปสรจำนวนมาก
[๓๖] นี้เป็นผลของทาน ศีล หรือการกราบไหว้ของเธอ อาตมาถามเธอแล้ว โปรดบอกผลกรรมนั้นเถิด
[๓๗] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมตามที่พระเถระถามว่า
[๓๘] ดิฉันได้เห็นพระเถระผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ (คุณ หมายถึง สาวกบารมีญาณ) ผู้ได้ฌาน ยินดีในฌาน สงบ ได้ถวายอาสนะที่ปูด้วยผ้า โปรยปรายดอกไม้ไว้
[๓๙] ยังมีดอกปทุมเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ดิฉันเลื่อมใสแล้วจึงโปรยกลีบปทุมรอบๆ อาสนะด้วยมือของตน
[๔๐] ผลแห่งกุศลกรรมของดิฉันนั้นเป็นเช่นนี้ ดิฉันจึงเป็นที่สักการะ เคารพ นอบน้อม ของมวลเทพ
[๔๑] บุคคลผู้เลื่อมใส ถวายอาสนะ แด่ผู้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์ หลุดพ้นโดยชอบ สงบแล้ว พึงบันเทิงใจเช่นเดียวกับดิฉัน
[๔๒] เพราะเหตุนั้นแล ท่านผู้มุ่งประโยชน์ตน หวังผลมาก ควรถวายอาสนะ แด่ท่านผู้ครองร่างชาติสุดท้าย (พระอรหันต์)
กุญชรวิมานที่ ๕ จบ
--------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑
๕. กุญชรวิมาน
อรรถกถากุญชรวิมาน
กุญชรวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ มหาเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. ครั้งนั้น วันหนึ่ง งานนักขัตฤกษ์กึกก้องไปในกรุงราชคฤห์ ชาวกรุงช่วยกันทำความสะอาดถนน เกลี่ยทราย โรยดอกไม้ครบ ๕ อย่างทั้งข้าวตอก ตั้งต้นกล้วยและหม้อน้ำไว้ทุกๆ ประตูเรือน ยกธงแผ่นผ้าเป็นต้นซึ่งงดงามด้วยสีต่างๆ ตามควรแก่สมบัติ ทุกคนตกแต่งประดับกายพอสมควรแก่สมบัติของตนๆ เล่นการเล่นงานนักขัตฤกษ์ทั่ว ทั้งกรุงได้ประดับประดาตกแต่งดังเทพนคร.
ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารมหาราชเสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงเลียบพระนครด้วยราชบริพารอย่างใหญ่ด้วยสิริโสภาคย์มโหฬารตามพระราชประเพณีและเพื่อรักษาน้ำใจของมหาชน
สมัยนั้น กุลสตรีผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงราชคฤห์ เห็นวิภวสมบัติสิริโสภาคย์และราชานุภาพนั้นของพระราชา เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึงถามเหล่าท่านที่สมมติกันว่าบัณฑิตว่า วิภวสมบัติเสมือนเทวฤทธิ์นี้ พระราชาทรงได้มาด้วยกรรมอะไรหนอ.
บัณฑิตสมมติเหล่านั้นจึงกล่าวแก่นางว่า
ดูราแม่มหาจำเริญ ธรรมดาบุญกรรมก็เป็นเสมือนจินดามณี เป็นเสมือนต้นกัลปพฤกษ์ เมื่อเขตสมบัติ [พระทักขิไณยบุคคล] และเจตนาสมบัติ [ฝ่ายทายกทายิกา] มีอยู่ คนทั้งหลายปรารถนาแล้ว ทำบุญกรรมใดๆ บุญกรรมนั้นๆ ก็ให้สำเร็จผลได้ทั้งนั้น.
อนึ่งเล่า ความเป็นผู้มีตระกูลสูงมีได้ก็ด้วยอาสนทาน ถวายอาสนะ. การได้สมบัติคือกำลังมีได้ก็ด้วยอันนทาน ถวายข้าว. การได้สมบัติคือวรรณะก็มีได้ด้วยวัตถุทาน ถวายผ้า. การได้สุขวิเศษก็มีได้ด้วยยานทาน ถวายยานพาหนะ. การได้สมบัติคือจักษุก็มีได้ด้วยทีปทาน ถวายประทีปโคมไฟ. การได้สมบัติทุกอย่าง ก็มีได้ด้วยอาวาสทาน ถวายที่อยู่.
นางฟังคำนั้นแล้ว ก็ตั้งจิตในเทวสมบัตินั้นว่า เทวสมบัติที่ท่าจะโอฬารกว่านี้ แล้วเกิดอุตสาหะยิ่งยวดในอันจะทำบุญ.
บิดามารดาส่งผ้าคู่ใหม่ ตั่งใหม่ ดอกปทุมกำ ๑ และเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ข้าวสารและนมสด เพื่อให้นางบริโภคใช้สอย. นางเห็นสิ่งเหล่านั้นก็ดีใจว่าเราประสงค์จะถวายทาน และเราก็ได้ไทยธรรมนี้แล้ว ในวันที่สองก็จัดทานปรุงมธุปายาสน้ำน้อย ตกแต่งของเคี้ยวของกินแม้อย่างอื่นเป็นอันมาก ให้เป็นบริวารของมธุปายาสน้ำน้อยนั้น แล้วประพรมของหอมที่โรงทาน จัดอาสนะไว้เหนือดอกปทุมทั้งหลายซึ่งงดงามด้วยกลีบ ช่อและเกสรของดอกปทุมที่แย้มบานแล้ว ปูลาดด้วยผ้าขาวใหม่ๆ วางดอกปทุม ๔ ดอกและพุ่มดอกไม้เหนือเท้าทั้ง ๔ ของอาสนะ. ดาดเพดานไว้ข้างบนอาสนะ ห้อยพวงดอกไม้และพวงระย้า รอบๆ อาสนะก็ลาดพื้นหมดสิ้น ด้วยกลีบปทุมที่มีเกสร คิดว่า เราจักบูชาพระทักขิไณยบุคคลที่มาถึงแล้ว จึงตั้งพานเต็มด้วยดอกไม้สด ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
คราวนั้น นางจัดเครื่องอุปกรณ์ทานเสร็จแล้ว ก็อาบน้ำดำเกล้า นุ่งผ้าสะอาด กำหนดคอยเวลา จึงสั่งหญิงรับใช้คนหนึ่งว่า แม่เอ๊ย เจ้าจงไปหาพระทักขิไณยเช่นนั้นมาให้ข้านะ.
สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์เดินไประหว่างถนน ดังจะเก็บถุงทรัพย์พันหนึ่ง. ขณะนั้น หญิงรับใช้นั้นก็ไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดให้บาตรของท่านแก่ดิฉันเถิดเจ้าข้า. แต่พระเถระกล่าวว่า เรามาที่นี้ ก็เพื่ออนุเคราะห์อุบาสิกาผู้หนึ่งนะ. พระเถระก็ส่งบาตรให้แก่หญิงรับใช้นั้น. นางก็นิมนต์พระเถระให้เข้าไปยังเรือน.
ครั้งนั้น สตรีผู้นั้นก็ออกไปต้อนรับพระเถระ ชี้อาสนะแล้วกล่าวว่า โปรดนั่งเถิดเจ้าข้า นี้อาสนะจัดไว้แล้ว. เมื่อพระเถระนั่งเหนืออาสนะนั้นแล้ว ก็บูชาพระเถระด้วยกลีบปทุมที่มีเกสร โรยรอบๆ อาสนะ ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เลี้ยงดูด้วยมธุปายาสน้ำน้อย ผสมด้วยเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด และกำลังเลี้ยงดู ก็ทำความปรารถนาว่า ด้วยอานุภาพบุญของดิฉันนี้ ขอจงมีสมบัติทิพย์ที่งดงามด้วยบัลลังก์เรือนยอดเหนือกุญชรอันเป็นทิพย์ ในความเป็นไปทุกอย่าง ขอจงอย่าขาดดอกปทุมเลย.
ครั้นพระเถระฉันเสร็จแล้ว นางจึงล้างบาตร บรรจุเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดไว้เต็มอีก จัดผ้าที่ปูลาดบนตั่งทำเป็นผ้ารอง [บาตร] แล้ววางไว้ในมือพระเถระ.
ครั้นพระเถระทำอนุโมทนา กลับไปแล้ว จึงสั่งบุรุษ ๒ คนว่า เจ้าจงนำบาตรในมือพระเถระและบัลลังก์นี้ไปวิหารมอบถวายพระเถระแล้ว จงกลับมา.
บุรุษทั้ง ๒ นั้นก็กระทำอย่างนั้น.
ต่อมา สตรีผู้นั้น [ตาย] ก็ไปบังเกิดในวิมานทองสูงร้อยโยชน์ ณ ภพดาวดึงส์ มีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร. และช้างตัวประเสริฐสูงห้าโยชน์ ประดับด้วยมาลัยดอกปทุม งดงามด้วยกลีบ ช่อและเกสรแห่งดอกปทุมโดยรอบ พิศดูปลื้มใจ มีสัมผัสอันสบาย ประดับด้วยอาภรณ์ทองรุ่งเรืองด้วยรัศมีข่ายประกอบรัตนะหลากๆ กัน ก็บังเกิดด้วยอำนาจความปรารถนาของนาง. บัลลังก์ทองโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วยความงามดียิ่งตามที่กล่าวแล้ว ก็บังเกิดเหนือช้างนั้น. นางกำลังเสวยทิพยสมบัติก็ขึ้นบัลลังก์ที่วิจิตรด้วยรัตนะเบื้องบนกุญชรวิมานนั้นในระหว่างๆ ไปยังสวนนันทนวัน ด้วยอานุภาพเทวดาอันยิ่งใหญ่.
ครั้งนั้นเป็นวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันไปสวนนันทนวัน เพื่อเล่นการเล่นในสวนตามอานุภาพทิพย์ของตน.
คำดังกล่าวมาเป็นต้นทั้งหมด ก็เหมือนคำที่มาในอรรถกถาปฐมปีฐวิมาน. เพราะฉะนั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในอรรถกถานั้นนั่นแล.
ส่วนในกุญชรวิมานนี้ พระเถระถามว่า
ดูก่อนเทพธิดาผู้มีดวงตากลมดังกลีบปทุม มีผิวพรรณะดังปทุม กุญชร พาหะเครื่องขับขี่อย่างดีของท่าน สำเร็จด้วยรัตนะต่างๆ น่ารัก มีกำลังพรั่งพร้อมด้วยความเร็ว [ว่องไว] ท่องไปในอากาศ ช้างทรงความรุ่งเรืองด้วยดอกปทุม และอุบล มีเนื้อตัวเกลื่อนกล่นด้วยเกสรปทุม สวมพวงมาลัยดอกปทุมทอง ก็เดินทางที่เรียงรายด้วยดอกปทุม ประดับด้วยกลีบปทุมอยู่ ไม่กระเทือนวิมาน ย่างก้าวไปพอดีๆ [ไม่เร็วนัก ไม่ช้านัก] เมื่อช้างกำลังย่างก้าว กระดิ่งทองก็มีเสียงไพเราะน่ารื่นรมย์ เสียงกังวานของกระดิ่งเหล่านั้น ได้ยินดังดนตรีเครื่องห้า. ท่านมีพัสตราภรณ์สะอาด ประดับองค์แล้วอยู่เหนือคชาธาร รุ่งโรจน์ล้ำอัปสรหมู่ใหญ่ด้วยวรรณะ.
นี้เป็นผลของทาน หรือของศีล หรือของอัญชลีกรรมประนมมือ ท่านถูกถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด.
เทวดาองค์นั้นถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงตอบปัญหา. เพื่อแสดงความข้อนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ [ผู้ร่วมทำสังคายนา] ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
เทวดาองค์นั้นถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้วดีใจ จึงพยากรณ์ปัญหาด้วยอาการที่ท่านถามถึงกรรมที่มีผลอย่างนี้.
ความของคาถานั้น กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล.
คาถาเทวดากล่าวไว้ดังนี้ว่า
ดิฉันเห็นพระเถระผู้พร้อมด้วยคุณ เข้าฌาน ยินดีในฌานสงบ ได้ถวายอาสนะที่ปูลาดด้วยผ้าโรยด้วยดอกไม้. ดิฉันเลื่อมใสแล้วโปรยดอกปทุมรอบๆ อาสนะครึ่งหนึ่ง. อีกครึ่งหนึ่งเอาโปรยลง [ดังฝน] ด้วยมือตนเอง. ผลเช่นนี้เป็นผลแห่งกุศลกรรมนั้นของดิฉัน
ดิฉันอันทวยเทพสักการะเคารพนบนอบแล้ว. ผู้ใดแลเลื่อมใสแล้ว ถวายอาสนะแก่ท่านผู้เป็นพรหมจารี ผู้หลุดพ้นโดยชอบ ผู้สงบ ผู้นั้นก็บันเทิงเหมือนอย่างดิฉัน.
เพราะฉะนั้นแล ผู้รักตน หวังความเป็นใหญ่ ก็ควรถวายอาสนะแด่ท่านผู้ทรงเรือนร่างครั้งสุดท้าย [พระอรหันต์].
เทวดาแสดงว่า เพราะเหตุที่ดิฉันยินดีด้วยทิพยสมบัติอย่างนี้ เพราะถวายอาสนะแก่พระอรหันต์ ฉะนั้น แม้คนอื่นผู้ปรารถนาความเจริญยิ่งแก่ตนก็พึงถวายอาสนะแก่พระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในเรือนร่างอันสุดท้าย บุญเช่นนี้ [ของคนอื่น] จึงไม่มี.
คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากุญชรวิมาน
-----------------------------------------------------