เดี๋ยวนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ล่าสุดมีงานวิจัยที่น่ากังวลตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open ปี 2024 ออกมาเตือนว่า อาหารเสริมยอดนิยมบางตัวอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อตับของเราได้ เรื่องนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะตับเปรียบเสมือนโรงงานกำจัดของเสียและแปรรูปสารต่างๆ ในร่างกาย ถ้าตับพังขึ้นมา อาจส่งผลกระทบหนักต่อสุขภาพโดยรวม ถึงขั้นตับวายเลยทีเดียว
งานวิจัยชิ้นนี้ชี้เป้าไปที่อาหารเสริมจากพืช 6 ชนิด ที่เชื่อมโยงกับภาวะตับเป็นพิษ ได้แก่ โสมอินเดีย (Ashwagandha), แบล็กโคฮอช (Black Cohosh), ส้มแขก (Garcinia Cambogia), สารสกัดชาเขียว (Green Tea Extract), ข้าวยีสต์แดง (Red Yeast Rice), และขมิ้นชัน/เคอร์คูมิน (Turmeric/Curcumin) อาหารเสริมเหล่านี้มักโฆษณาสรรพคุณสำหรับปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ เช่น ข้ออักเสบ หรืออาการวัยทอง และกลับกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ใช้กลุ่มนี้เกิดปัญหาตับเสียหาย นับเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไทย เพราะบ้านเราคุ้นเคยและเชื่อมั่นในสรรพคุณของสมุนไพรจากธรรมชาติกันอย่างกว้างขวาง
ภาวะตับเป็นพิษจากสมุนไพรเหล่านี้อาจแสดงอาการได้ทั้งแบบเฉียบพลัน หรือค่อยๆ สะสมจากการใช้เป็นเวลานาน ซึ่งอาจลุกลามไปสู่ภาวะตับวายที่ต้องรักษาเร่งด่วนถึงขั้นปลูกถ่ายตับ กลไกเกิดจากเซลล์ตับ (hepatocytes) ซึ่งเป็นเซลล์หลักของตับ แม้จะมีหน้าที่กำจัดสารพิษ แต่ก็อาจทำงานหนักเกินไปจนเสียหายได้ ดังที่ นพ. อรุณ เจซูเดียน (Arun Jesudian, M.D.) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับและการปลูกถ่ายตับ อธิบายไว้ว่า แม้แต่สารประกอบจากธรรมชาติก็ต้องผ่านกระบวนการจัดการที่ตับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ที่การแพทย์แผนไทยและการใช้ยาสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ผลวิจัยนี้ถือว่าส่งผลกระทบไม่น้อย เพราะคนไทยจำนวนมากนิยมใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพและรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตับจากการบริโภคอาหารเสริมเหล่านี้ให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การเลือกใช้อาหารเสริมต้องรอบคอบ นพ. ดอน ร็อคกี้ (Don Rockey, M.D.) ให้ความเห็นว่า ทุกอย่างที่เรากินเข้าไปล้วนต้องผ่านกระบวนการเผาผลาญที่ตับเป็นด่านแรกเสมอ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ควรศึกษาข้อมูลให้ดีและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ (เช่น หมอ หรือเภสัชกร) ก่อนตัดสินใจกินอาหารเสริมตัวไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ระบบการกำกับดูแลในประเทศไทยอาจมีข้อจำกัดคล้ายกับในสหรัฐอเมริกา ตรงที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ถูกควบคุมเข้มงวดเท่ากับยา ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อน เพราะอาจมีสารปนเปื้อนที่ไม่ปลอดภัย หรือส่วนประกอบที่ไม่ตรงตามฉลากได้ ดังนั้น จึงแนะนำให้ผู้บริโภคชาวไทยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับการรับรองจากองค์กรทดสอบอิสระ เช่น เอ็นเอสเอฟ (NSF) หรือ ยูเอสพี (USP) เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัย
เพื่อลดความเสี่ยง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในไทยแนะนำแนวทางปฏิบัติ ดังนี้: ค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น ฐานข้อมูล LiverTox, ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารเสริมที่สนใจ, ตรวจสอบให้แน่ใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่อ้างว่าช่วยบำรุงตับ, และตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงตรวจการทำงานของตับ สำหรับคนที่กำลังกินอาหารเสริมเหล่านี้อยู่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาทางเลือกอื่นๆ ที่ปลอดภัยกว่า
สรุปง่ายๆ คือ งานวิจัยนี้กระตุ้นให้เราหันมาใช้อาหารเสริมอย่างมีสติ โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปกป้องตับของเรา ในขณะที่เราผสมผสานการดูแลสุขภาพทั้งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ การตัดสินใจเลือกใช้อย่างรอบคอบและระมัดระวังเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน