สตีฟ จ็อบส์ ตำนานผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Inc. เคยมีมุมมองเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจและสวนกระแสใครๆ เขาเชื่อในพลังของสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ “ความเบื่อ” บทความล่าสุดจาก Inc.com source ที่อ้างอิงงานวิจัยใหม่ๆ ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ชี้ว่า การยอมปล่อยให้ตัวเองได้ “เบื่อ” บ้าง จริงๆ แล้วช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ แนวคิดนี้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่าเวลาว่างคือเวลาที่เสียไปเปล่าๆ แต่กลับบอกว่า แค่ได้ปล่อยให้ตัวเองเบื่อๆ บ้าง กลับช่วยให้เราแก้ปัญหาเก่งขึ้นและปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ได้ดีกว่าเดิม
เรื่องนี้ยิ่งฟังดูเข้าท่าในสังคมยุคดิจิทัลที่อะไรๆ ก็เร็วไปหมด การที่เราออนไลน์แทบตลอดเวลา ทำให้แทบไม่มีจังหวะได้หยุดพักหรือปล่อยใจให้ว่างเลย คนไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ คงคุ้นเคยดีกับการมีสมาร์ทโฟนและหน้าจอต่างๆ อยู่รอบตัวตลอดเวลา จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ “ความเบื่อ” ได้ทำงาน เสน่ห์ของข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงที่ถาโถมเข้ามาทันทีที่เราว่าง ทำให้การ “เปิดรับความเบื่อ” กลายเป็นเรื่องที่ทั้งท้าทายและอาจเปลี่ยนมุมมองของเราไปเลยก็ได้
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ อธิบายว่า ความเบื่อสามารถจุดประกายความสงสัยใคร่รู้ และนำไปสู่การคิดนอกกรอบได้ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรู อย่าง เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ก็ได้แรงบันดาลใจตอนที่กำลังเบื่อๆ นี่แหละ จนเกิดเป็นผลงานแฟนตาซีระดับตำนานอย่าง “เดอะ ฮอบบิท” เช่นเดียวกับที่จ็อบส์เคยกล่าวไว้ว่า “ความเบื่อเปิดทางให้เราได้สำรวจความสงสัยในใจ” ซึ่งก็ตรงกับแนวคิดของนักสร้างสรรค์ชื่อดังอีกหลายคน source
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ช่วงเวลาที่ปล่อยใจลอยๆ ไม่ต้องทำอะไรนี่แหละ คือโอกาสทองที่สมองจะได้ทำงานอย่างอิสระ ในช่วงเวลาเหล่านี้ เราได้พักจากการคิดแก้ปัญหาตลอดเวลา และปล่อยให้ “เครือข่ายโหมดปริยาย” (default mode network) ของสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับการคิดเรื่อยเปื่อยและจินตนาการ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เครือข่ายนี้จะเชื่อมโยงสมองส่วนต่างๆ ที่ปกติอาจไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดเป็นไอเดียใหม่ๆ หรือทางออกที่เราคาดไม่ถึง
เมื่อมองในบริบทของประเทศไทย ที่ระบบการศึกษามักเน้นการท่องจำเพื่อสอบ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีช่วงเวลา “ปล่อยเบื่อ” บ้าง อาจช่วยบ่มเพาะทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น แนวทางนี้อาจเป็นการปรับเปลี่ยนที่น่าสนใจสำหรับวงการศึกษาไทย โดยสนับสนุนให้หลักสูตรมีพื้นที่สำหรับการคิดใคร่ครวญและการสำรวจอย่างอิสระ ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความคิดสร้างสรรค์
ในทางวัฒนธรรม คนไทยมีความผูกพันกับการฝึกสติและการทำสมาธิ ซึ่งแม้จะไม่ใช่ความเบื่อเสียทีเดียว แต่ก็มีส่วนคล้ายกันในแง่ของการอยู่กับปัจจุบันและความเรียบง่าย ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมนี้อาจเป็นสะพานให้คนไทยที่อยากมีช่วงเวลาว่างๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถปรับมุมมองต่อการพักผ่อนให้กลายเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา ได้ง่ายขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า การเปิดรับความเบื่ออาจส่งผลดีในวงกว้าง การส่งเสริมให้ผู้คนได้ปลีกตัวจากสิ่งรบกวนทางดิจิทัลเป็นครั้งคราว ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล แต่ยังอาจส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงลึกและนวัตกรรม สำหรับธุรกิจในกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นี่อาจหมายถึงผลิตภัณฑ์ บริการ และความสามารถในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น
สำหรับคนไทยที่อยากปลดล็อกพลังความคิดสร้างสรรค์ในตัวเอง ข้อคิดสำคัญคือ ลองตั้งใจหาเวลา “ปล่อยเบื่อ” ให้ตัวเองดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสติ ลดเวลาอยู่หน้าจอ หรือแค่ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่กับความคิดเงียบๆ การเปิดรับช่วงเวลาเหล่านี้อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การค้นพบนวัตกรรมหรือความก้าวหน้าครั้งต่อไปของคุณก็เป็นได้