ความเชื่อทางการเมืองแบบสุดโต่ง ไม่ว่าจะเอียงซ้ายหรือเอียงขวาจัด ล้วนเป็นบ่อเกิดความวุ่นวายทั้งในสังคมและการเมืองได้เสมอ ดร. เลออร์ ซมิกรอด นักประสาทวิทยา ได้เผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ โดยอธิบายมิติใหม่ๆ ของสิ่งที่เธอเรียกว่า “สมองแห่งอุดมการณ์” (ideological brain) ไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ “The Ideological Brain: The Radical Science of Flexible Thinking” งานของซมิกรอดช่วยให้เราเข้าใจว่า ความเชื่อที่ฝังหัวนั้นหล่อหลอม—และถูกหล่อหลอมโดย—กลไกในสมองของเราอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ในประเทศไทยไม่น้อยไปกว่าที่ใดในโลก
ซมิกรอดมองว่า “อุดมการณ์” ก็เหมือนเรื่องเล่าชุดใหญ่ที่วางกรอบว่าโลกนี้เป็นอย่างไร และควรจะเป็นไปในทิศทางไหน ทั้งในแง่มุมสังคมและธรรมชาติ เธอบอกว่าอุดมการณ์มักมาพร้อมกับกฎเกณฑ์ตายตัว กำหนดวิธีคิด การกระทำ และการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไว้อย่างชัดเจน ความตายตัวนี่เองที่อาจขัดขวางการคิดนอกกรอบ ซึ่งน่าจะเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ความแตกแยกทางการเมืองที่เราเห็นกันในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ในขณะที่ทั้งประชาชนและผู้นำต่างต้องรับมือกับภาพการเมืองที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
ในการให้สัมภาษณ์กับ นิวยอร์กไทมส์ ซมิกรอดเล่าถึงงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่ศึกษาในเด็ก ซึ่งเผยให้เห็นว่าสมองของเด็กๆ รับรู้ข้อมูลเชิงอุดมการณ์ต่างกันอย่างไร เด็กที่มีความคิดเปิดกว้างจะมีความสามารถอันน่าทึ่งในการจดจำนิสัยของตัวละครในนิทานได้อย่างแม่นยำ ทั้งด้านดีและด้านไม่ดีอย่างสมดุล กลับกัน เด็กที่ดูมีแนวโน้มจะยึดติดกับอุดมการณ์ มักจะบิดเบือนเรื่องราวเพื่อให้สอดคล้องกับความคิดเอนเอียงของตัวเอง ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารูปแบบความคิดที่ไม่ยืดหยุ่นนั้นก่อตัวขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก
ความใหม่ในงานของซมิกรอดคือวิธีการทดสอบกรอบความคิดเหล่านี้ผ่านเกมปริศนา เธอออกแบบการทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วมจัดเรียงไพ่ตามกฎเกณฑ์ เช่น ตามดอกหรือสี ซึ่งการทดลองจะซับซ้อนขึ้นเมื่อมีการแอบเปลี่ยนกฎกลางคัน ผู้เข้าร่วมที่ดูจะมีแนวโน้มยึดติดกับอุดมการณ์แบบตายตัว มักจะปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ยาก และจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แม้ว่ามันจำเป็นต่อการทำภารกิจให้สำเร็จก็ตาม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความติดกรอบในระดับสมอง คือ การยึดมั่นในวิธีคิดและตัดสินใจแบบเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีข้อมูลใหม่หรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเข้ามาก็ตาม
สำหรับประเทศไทย ที่การเมืองมักเต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิดอย่างเข้มข้น ข้อค้นพบของซมิกรอดอาจช่วยให้เราเข้าใจและนำไปปรับปรุงระบบการศึกษา เพื่อส่งเสริม “ความยืดหยุ่นทางความคิด” (cognitive flexibility) ตั้งแต่เด็กๆ สิ่งนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมและการยอมรับความแตกต่างในไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอันหลากหลายของประเทศเรา
ในอดีต นักปราชญ์และผู้นำไทยหลายท่านได้ส่งเสริมแนวคิดเรื่องความสมดุลและความยืดหยุ่น ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาของไทยที่เน้นทางสายกลาง งานของซมิกรอดได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่สอดรับกับค่านิยมดั้งเดิมเหล่านี้ และมอบแนวทางใหม่ๆ ในการเชื่อมรอยร้าวทางความคิดในยุคปัจจุบัน
เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยของซมิกรอดอาจเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบนโยบายและการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมความยืดหยุ่นทางความคิด โดยให้ความสำคัญกับวิธีการสอนที่กระตุ้นให้นักเรียนปรับเปลี่ยนมุมมองได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยก็จะสามารถเตรียมผู้นำรุ่นต่อไปให้พร้อมรับมือกับความซับซ้อนของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับคนไทยทั่วไป การทำความเข้าใจมุมมองของซมิกรอดอาจช่วยจุดประกายให้เกิดการพูดคุยในวงกว้างเกี่ยวกับทัศนคติของแต่ละคนและของสังคมที่มีต่อการเมืองและอุดมการณ์ การส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ การเปิดใจกว้าง และความสามารถในการปรับตัว ไม่ว่าจะในโรงเรียน ที่บ้าน หรือที่ทำงาน ล้วนสามารถเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความเข้าใจท่ามกลางความหลากหลาย
หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดของซมิกรอดและนัยยะสำคัญในบริบทของไทย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือของเธอ “The Ideological Brain: The Radical Science of Flexible Thinking” อ่านออนไลน์ได้ที่นี่