มีรายงานล่าสุดออกมาตีแผ่ปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่หลายคนเชื่อว่าปลอดภัยเพราะมาจาก “ธรรมชาติ” แม้จะมีสรรพคุณดีๆ ต่อสุขภาพอย่างที่โฆษณาไว้ แต่อาหารเสริมหลายตัวก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะกับ “ตับ” ของเรา หากกินในปริมาณที่มากเกินไปเพียงนิดเดียว รายงานฉบับนี้ตอกย้ำว่าคนไทยเราต้องตระหนักและกินอย่างพอดี เพราะหลายคนหันมาพึ่งอาหารเสริมเพื่อดูแลสุขภาพกันมากขึ้น

ตับของเราเปรียบเสมือนโรงงานกำจัดของเสีย ทำงานหนักเพื่อจัดการทุกอย่างที่เรากินเข้าไป แต่ทว่า อวัยวะสำคัญชิ้นนี้ก็อาจทำงานหนักเกินไปได้เมื่อเจออาหารเสริมบางชนิดในปริมาณที่มากเกินพอดี ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ ที่แม้จะช่วยเรื่องสายตา ผิวพรรณ และเสริมภูมิคุ้มกัน แต่เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ทำให้สะสมในร่างกายได้ง่าย การได้รับวิตามินเอมากไปอาจทำให้เกิดภาวะ “วิตามินเอเกิน” (hypervitaminosis A) ซึ่งไม่ได้แค่ทำให้ปวดหัว คลื่นไส้เท่านั้น แต่ยังอาจทำลายตับได้เลย เรื่องนี้เกี่ยวกับคนไทยเต็มๆ เพราะเรานิยมกินวิตามินรวมและอาหารเสริมบำรุงผิว ซึ่งมักจะมีวิตามินเอผสมอยู่ ดังนั้น ควรอ่านฉลากให้ดีและคุมปริมาณการกินให้เหมาะสม

กระแสอยากผอมทำให้สารสกัดจากชาเขียวฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่การกินในรูปแบบเข้มข้นมากๆ อาจเป็นอันตรายได้ สารคาเทชิน (Catechins) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ตัวสำคัญ อาจกลายเป็นพิษได้ โดยเฉพาะเมื่อกินตอนท้องว่าง จนอาจมีอาการปัสสาวะสีเข้ม และปวดท้อง เนื่องจากชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่คนไทยคุ้นเคยและนิยมดื่มกันอยู่แล้ว การจะกินอาหารเสริมชนิดนี้เพิ่มจึงควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ไนอะซิน (Niacin หรือ วิตามินบี 3) ที่หลายคนใช้ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันถ้ากินในปริมาณสูงๆ (มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน) วิตามินตัวนี้อาจทำให้ค่าเอนไซม์ตับพุ่งสูงขึ้น และในเคสที่รุนแรง อาจทำให้ตับวายได้เลย ยิ่งเมื่อดูจากการที่เราดื่มเครื่องดื่มชูกำลังและกินอาหารเสริมคุณค่า (fortified foods) กันมากขึ้น ซึ่งอาจมีไนอะซินผสมอยู่แล้ว ผู้บริโภคชาวไทยจึงควรเลี่ยงการกินอาหารเสริมไนอะซินมากเกินไปโดยไม่ได้ปรึกษาหมอ

การเสริมธาตุเหล็กทั้งที่ไม่จำเป็นก็ส่งผลเสียต่อตับได้เหมือนกัน โดยอาจทำให้เกิดภาวะธาตุเหล็กเกิน (hemochromatosis) ตามปกติแล้ว อาหารไทยบ้านเรา ซึ่งมีธาตุเหล็กอยู่เยอะจากวัตถุดิบและเมนูต่างๆ ก็ให้ธาตุเหล็กเพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว การกินธาตุเหล็กเสริมจึงอาจไม่จำเป็นเลย ยกเว้นแต่หมอจะเป็นคนสั่ง

นอกจากนี้ กระแสการเล่นกล้ามในช่วงหลังๆ ทำให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจลักลอบใส่สเตียรอยด์สังเคราะห์ (กลุ่มอนาบอลิก) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายตับอย่างรุนแรง คนรักการออกกำลังกายในไทยจึงควรเลือกซื้ออาหารเสริมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และระวังผลิตภัณฑ์ที่ดูน่าสงสัยเป็นพิเศษ

อาหารเสริมอื่นๆ อย่าง ว่านหางจระเข้ และ ขมิ้นชัน ที่เรารู้จักกันดีว่ามีประโยชน์จากธรรมชาติ ก็อาจสร้างปัญหาได้หากกินในรูปแบบที่เข้มข้นเกินไป มีรายงานว่า ว่านหางจระเข้ โดยเฉพาะสารสกัดจากทั้งใบ (whole-leaf extracts) เกี่ยวข้องกับการเกิดพิษต่อตับ และในบางงานวิจัยถึงขั้นเชื่อมโยงกับมะเร็ง ส่วนการกินขมิ้นชันหรือเคอร์คูมิน (curcumin) ในปริมาณสูงมากๆ บางครั้งก็สัมพันธ์กับภาวะตับเป็นพิษได้เช่นกัน แม้ว่าสมุนไพรเหล่านี้จะเป็นของคู่ครัวและยาแผนไทยที่เราใช้กันประจำ แต่การกินอย่างพอดีก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

การสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้นของปัญหาตับเป็นเรื่องสำคัญมากๆ อาการเหล่านี้ ได้แก่ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) และอาการไม่สบายท้องต่างๆ ด้วยจำนวนคนไทยที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น การให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายที่อาจแฝงมากับการกินอาหารเสริมเกินขนาดจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ผู้บริโภคชาวไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการกินอาหารเสริมกับการได้รับสารอาหารจากอาหารตามธรรมชาติ นั่นคือ การเน้นกินอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ซึ่งร่างกายต้องการวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่างครบถ้วนอยู่แล้ว วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยดูแลตับ แต่ยังสอดคล้องกับวิถีการกินดั้งเดิมที่คนไทยให้ความสำคัญมาตลอด

การได้รับคำแนะนำและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องสุขภาพตับ ท่ามกลางกระแสความนิยมอาหารเสริมที่หาซื้อได้ง่ายดาย ในขณะที่ผู้บริโภคยังคงมองหาวิธีดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น การสร้างสมดุลระหว่างความรู้เรื่องอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริมคือกุญแจสำคัญ สุดท้ายนี้ การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มกินอาหารเสริมตัวใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าทางเลือกนั้นจะช่วยส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่ทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว