งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากสถาบัน The Lundquist Institute for Biomedical Innovation ที่ Harbor-UCLA Medical Center และสถาบันวิจัยพันธมิตรอีกหลายแห่ง กำลังท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า การมีระดับคอเลสเตอรอลสูงจากการกินคีโตนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษานี้น่าจะจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการแพทย์และในหมู่คนทั่วไป และอาจถึงขั้นพลิกโฉมคำแนะนำด้านโภชนาการให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่กระแสการกินคีโตกำลังมาแรงในกลุ่มคนที่อยากลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพ

เมื่อพูดถึงสุขภาพหัวใจ คอเลสเตอรอลมักถูกมองว่าเป็นตัวร้ายมาตลอด อย่างไรก็ตาม การศึกษาใหม่ชิ้นนี้ ซึ่งติดตามผู้เข้าร่วม 100 คนที่กินคีโตเป็นเวลานาน พบว่าระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL (ที่ใครๆ ก็เรียกว่า “ไขมันเลว”) ที่สูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นเสมอไป ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท Lean Mass Hyper-Responders (LMHR) เพราะพวกเขามีสุขภาพการเผาผลาญที่ดีเยี่ยม แม้จะมีระดับ LDL สูงลิ่วก็ตาม ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องที่ชวนให้ตั้งคำถามกับความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับความเสี่ยงจากคอเลสเตอรอล

หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญสุดๆ ของงานวิจัยนี้คือ การไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างค่าคอเลสเตอรอลแบบเดิมๆ (เช่น ApoB และ LDL-C) กับปริมาณคราบหินปูนหรือพลัคในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นการท้าทายแนวทางการรักษาในปัจจุบันอย่างจัง นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพหัวใจสุดล้ำ และพบว่า ปริมาณคราบพลัคที่มีอยู่เดิมต่างหาก คือตัวบ่งชี้ที่ดีกว่าระดับคอเลสเตอรอลในการทำนายการลุกลามของคราบพลัคในอนาคต นับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ

นายแพทย์ Bret Scher หนึ่งในทีมวิจัยและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของ Baszucki Group เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่เราอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ คุณหมอให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “เราอาจจะต้องเลิกโฟกัสแค่ค่า LDL และ ApoB แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการตรวจดูหลอดเลือดโดยตรงด้วยเทคโนโลยีอย่าง CAC หรือ CTA เพื่อการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำกว่า” ทางด้าน ดร. Nick Norwitz จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ก็ย้ำว่า ผลวิจัยนี้เผยให้เห็น “จุดบอด” ในความเข้าใจทางการแพทย์ปัจจุบัน และกระตุ้นให้ต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ละเอียดและตรงจุดยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย ที่โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ผลการวิจัยนี้ถือเป็นข่าวดีที่อาจช่วยคลายกังวลให้กับคนที่เลือกกินอาหารแนวคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไขมันสูง (คีโต) เพื่อจัดการปัญหาสุขภาพ อย่างเช่น โรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคฮิตในบ้านเรา งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า คนที่มีสุขภาพเมตาบอลิซึมดีอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องเลิกกินคีโต เพียงเพราะกลัวเรื่องระดับ LDL สูงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ ผลวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะมองข้ามเรื่องคอเลสเตอรอลไปได้เลย นายแพทย์ Bradley Serwer เตือนว่า แม้งานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ แต่ก็เป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงต่ำ และใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น จึงยังมีข้อจำกัดในการนำผลไปปรับใช้กับคนกลุ่มใหญ่และหลากหลายกว่านี้

เมื่อมองย้อนไปในอดีตเกี่ยวกับความกังวลเรื่องคอเลสเตอรอล จะเห็นได้ชัดว่าคำแนะนำด้านโภชนาการมักเปลี่ยนไปตามการตีความหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย การกินคีโตซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงสุขภาพของไทย ถือเป็นจุดตัดที่น่าสนใจระหว่างองค์ความรู้ด้านโภชนาการแบบดั้งเดิมกับแนวทางการกินยุคใหม่ ซึ่งเป็นพลวัตที่งานวิจัยชิ้นนี้อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ในอนาคต ยังคงต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันและขยายผลการค้นพบนี้ให้ครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลายกว่ากลุ่ม LMHR ที่มีลักษณะเฉพาะ สำหรับตอนนี้ คนไทยที่กำลังมองหาคำแนะนำเรื่องอาหารการกิน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแนวทางให้เหมาะกับสภาพร่างกายของตัวเอง และหมั่นติดตามข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

โดยสรุป แม้ว่าการกินคีโตอาจไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างที่เคยเชื่อกัน แต่ละคนก็ควรมีแนวทางที่สมดุลในการดูแลสุขภาพ หมั่นตรวจเช็กค่าต่างๆ กับแพทย์เป็นประจำ และอาจต้องตรวจด้วยเครื่องมือถ่ายภาพทางการแพทย์ขั้นสูงหากจำเป็น เนื่องจากโรคหัวใจเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมาก การวิจัยอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจและจัดการความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดียิ่งขึ้น