ผลวิจัยล่าสุดเผยว่า อาการที่เราชอบเรียกว่า “ใจลอย” หรือ “เหม่อ” อาจไม่ใช่สัญญาณของความไม่ใส่ใจหรือความขี้เกียจอย่างที่คิด แต่กลับเป็นพลังพิเศษที่ซ่อนอยู่ในสมองของเรา การศึกษาที่น่าสนใจชิ้นนี้ชี้ว่า เวลาที่จิตใจเราล่องลอยไปตอนกำลังทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ หรือน่าเบื่อ สมองของเราอาจกำลังเข้าสู่โหมด “พักสมองย่อยๆ” คล้ายกับการงีบหลับ ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้

ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งฟังบรรยายที่แสนน่าเบื่อ หรือระหว่างทำกิจวัตรประจำวันที่จำเจ พวกเราส่วนใหญ่คงเคยเผลอปล่อยใจลอยไปคิดเรื่องอื่น หรือฝันกลางวันแบบไม่รู้ตัว ปรากฏการณ์ที่เราเรียกกันติดปากว่า “ใจลอย” หรือ “เหม่อ” นี้ ไม่ใช่แค่กลไกหนีความเบื่อหรือความไม่สนใจเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อคุณเผลอใจลอย สมองของคุณจะแสดงรูปแบบการทำงานคล้ายกับช่วงที่เรากำลังนอนหลับบางระยะ โดยเฉพาะช่วงที่เกิดคลื่นสมองช้า (slow wave patterns) ซึ่งเป็นรูปแบบคลื่นสมองที่สัมพันธ์กับการพักผ่อนและการจัดระเบียบความทรงจำ พูดง่ายๆ ก็คือ สมองของเราฉลาดพอที่จะหาทางพักผ่อนสั้นๆ ในขณะที่เรายังตื่นอยู่นั่นเอง

การปรับสมดุลการทำงานของสมองแบบเงียบๆ นี้มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว ตรงข้ามกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการฝันกลางวันทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง งานวิจัยกลับชี้ให้เห็นว่า สภาวะที่ดูเหมือนไม่ได้จดจ่ออยู่กับอะไรนี้ กลับช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเรียนรู้ได้ ข้อค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการฝึกสมาธิ ซึ่งก็คือการใช้พลังของการทำจิตใจให้ช้าลงเพื่อการคิดอย่างลึกซึ้งและการทบทวนตนเองเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ในช่วงเวลาที่เราปล่อยใจให้ล่องลอยไปนั้น อาจมีกระบวนการเรียนรู้ในระดับจิตใต้สำนึกที่สำคัญกำลังดำเนินอยู่ ดังที่ ดร. โจนาธาน สคูลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์สมอง กล่าวว่า “การใจลอยอาจไปกระตุ้นเครือข่ายสมองส่วนพักผ่อน (default network) และระบบควบคุมการจัดการ (executive control systems) ซึ่งบางทีอาจทำงานได้ดีกว่าตอนที่เรารู้ตัวว่าจิตใจกำลังวอกแวกเสียอีก” เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำว่า การเหม่อลอยอาจช่วยปรับสภาวะสมองให้พร้อมเรียนรู้ได้ดีขึ้น โดยปล่อยให้สมองประมวลผลข้อมูลในสภาวะที่ผ่อนคลายกว่า

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีแนวทางการศึกษาที่พยายามพัฒนาอยู่เสมอเพื่อปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการเรียนรู้แบบเดิมๆ การนำความเข้าใจจากงานวิจัยนี้มาปรับใช้อาจนำไปสู่เทคนิคการสอนใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้ ในขณะที่ระบบการศึกษาแบบเก่ามักเน้นย้ำเรื่องการมีสมาธิจดจ่อตลอดเวลา การตระหนักถึงคุณค่าของการปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างถูกจังหวะ อาจช่วยเสริมแนวทางการเรียนการสอนและประสบการณ์ของนักเรียนในปัจจุบันให้ดีขึ้น

ในทางวัฒนธรรม สังคมไทยให้คุณค่ากับการใคร่ครวญภายในและการฝึกสมาธิมาอย่างยาวนาน ว่าเป็นหนทางสู่ปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดที่ว่าการใจลอยไม่ใช่แค่ความเกียจคร้าน แต่เป็นสภาวะทางจิตที่เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง จึงสอดคล้องกับแก่นแท้ของการปฏิบัติสมาธิในพุทธศาสนาที่ส่งเสริมเรื่องสติและความสงบภายในจิตใจ

เมื่อมองไปข้างหน้า ในขณะที่มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของการใจลอยต่อการรับรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มว่าความเข้าใจนี้จะส่งผลกระทบต่อหลายๆ ด้าน ตั้งแต่กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพในที่ทำงานไปจนถึงหลักการจัดการศึกษา นักการศึกษาไทยสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ได้ โดยอาจลองผสมผสานช่วงเวลาพักสั้นๆ หรือการนำกิจกรรมฝันกลางวัน (guided daydreaming) เข้าไปในตารางเรียนที่อัดแน่น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มทั้งความสามารถในการเรียนรู้และแรงบันดาลใจของนักเรียนได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่มองหาคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง แทนที่จะมองว่าอาการใจลอยเป็นข้อบกพร่อง ลองเปลี่ยนมายอมรับ “ช่วงพักทางความคิด” เหล่านี้ดูอาจมีประโยชน์มากกว่า การทำกิจกรรมที่เอื้อให้เกิดการใจลอยตามธรรมชาติ เช่น การเดินเล่นสบายๆ การปล่อยให้ความคิดตกตะกอนระหว่างพักดื่มชา หรือการให้เวลากับตัวเองได้คิดทบทวนเรื่องต่างๆ โดยไม่มีตารางเวลา อาจไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูจิตใจให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

การปรับมุมมองของเราต่อการทำงานในระดับจิตใต้สำนึกของสมองเช่นนี้ เป็นการเปิดประตูสู่นวัตกรรมที่อาจพลิกโฉมวงการศึกษาและที่ทำงาน โดยดึงเอาพลังที่แท้จริงของจิตใจมาใช้ ในขณะที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การค้นหาและใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในระดับที่ลึกขึ้น ความผูกพันของวัฒนธรรมไทยกับเรื่องสติและความสงบ อาจทำให้เราอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในการรับเอาประโยชน์ หรือกระทั่งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทางปัญญานี้ก็เป็นได้

แหล่งข้อมูล: ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษานี้และนัยสำคัญต่างๆ ได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น Hindustan Times, Psychology Today, และ MSN.