ผลการศึกษาล่าสุดจากโครงการนูทริเน็ต-ซองเต้ (NutriNet-Santé) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Medicine เผยข้อมูลน่าตกใจ ชี้ความเชื่อมโยงระหว่าง “ส่วนผสม” ของวัตถุเจือปนอาหารกับการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 งานวิจัยชิ้นใหญ่จากฝรั่งเศสนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นแรกๆ ที่พบว่าสารปรุงแต่งที่เจอได้ทั่วไปในอาหารแปรรูป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่กำลังระบาดหนักทั่วโลก รวมถึงในบ้านเราด้วย

งานวิจัย NutriNet-Santé ได้ติดตามพฤติกรรมการกินและสุขภาพของอาสาสมัครกว่าแสนคนอย่างใกล้ชิด โดยวิเคราะห์ข้อมูลการได้รับวัตถุเจือปนอาหารกว่า 269 ชนิดอย่างละเอียด ทีมวิจัยเฝ้าดูสุขภาพของผู้เข้าร่วมเป็นเวลาหลายปี แล้วนำข้อมูลการกินไปเทียบกับประวัติสุขภาพระดับประเทศ ผลปรากฏว่า มีส่วนผสมของวัตถุเจือปนอาหารอยู่ 2 กลุ่ม ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน สารเหล่านี้มีทั้งที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น สารให้ความหวานแทนน้ำตาล, อิมัลซิไฟเออร์ (สารที่ช่วยให้อาหารข้นคงตัว), และสีผสมอาหาร ซึ่งล้วนเป็นส่วนประกอบขาประจำในน้ำอัดลม ซอสปรุงรสต่างๆ และขนมกรุบกรอบแปรรูปนานาชนิด

ผลการศึกษานี้น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับการบริโภคอาหารแปรรูปที่มากขึ้น ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขบ้านเราก็ชี้ว่า การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปและพฤติกรรมการกินของคนเมืองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคเบาหวานระบาดหนัก การที่อาหารยุคใหม่มีทั้งเครื่องดื่มหวานจัดและขนมแปรรูปเข้ามาผสมปนเปมากขึ้น อาจทำให้คนไทยได้รับวัตถุเจือปนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้เข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมในการศึกษานี้ อย่าง นิโคลัส เดอชองป์ (Nicolas Dechamp) และ เอ็มมานูเอล เกส-กิโยต์ (Emmanuelle Kesse-Guyot) ย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สารปรุงแต่งแต่ละตัวโดดๆ แต่อยู่ที่ “การผสมรวมกัน” ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสารต่างๆ และความถี่ในการกินเข้าไป สารอย่าง โซเดียมซิเตรต แอสปาร์แตม หรือกัวร์กัม เมื่อกินเข้าไปพร้อมๆ กันจากอาหารอุตสาหกรรมยุคใหม่ อาจกลายเป็นเหมือน “ค็อกเทล” ที่ส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย อย่างที่เดอชองป์บอกว่า “งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า เราต้องหันมาพิจารณาว่าสารปรุงแต่งเหล่านี้ทำปฏิกิริยาต่อกันในร่างกายอย่างไร ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบของมันรุนแรงขึ้นได้”

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานด้านสุขภาพในไทย ผลวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของกฎระเบียบด้านอาหารและการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค การรณรงค์ให้ลดการบริโภค “อาหารแปรรูปขั้นสุด” (ultra-processed foods) ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นแหล่งรวมของสารปรุงแต่งเหล่านี้ กำลังกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น ประเทศไทยอาจต้องพิจารณาออกกฎให้ติดฉลากอาหารที่เข้มงวดกว่าเดิม ระบุให้ชัดเจนว่ามีสารปรุงแต่งอะไรบ้าง และส่งเสริมให้ผู้บริโภคอ่านฉลากและเข้าใจข้อมูลมากขึ้น

หากมองในมุมวัฒนธรรม ประเทศไทยมีรากฐานการกินอาหารสดใหม่ ปรุงแต่งน้อยมายาวนาน การหวนกลับไปสู่วิถีการกินดั้งเดิมอาจเป็นเกราะป้องกันโรคเบาหวานชั้นดี อาหารไทยแท้ๆ ที่อุดมด้วยผักสด สมุนไพร และโปรตีนไขมันต่ำนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอาหารแปรรูปจากเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่หาซื้อง่ายในปัจจุบัน

มองไปข้างหน้า งานวิจัยนี้เรียกร้องให้ต้องมีการลงมือทำ ทั้งในแง่การศึกษาเพิ่มเติมและวางกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขอย่างจริงจัง การทำความเข้าใจกลไกอันซับซ้อนระหว่างสารปรุงแต่งต่างๆ อาจนำไปสู่แนวทางการกินและนโยบายกำกับดูแลแบบใหม่ๆ ที่มุ่งลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ สำหรับพวกเราทุกคน การหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพโดยรวม เน้นอาหารปรุงเองที่บ้าน และลดการกินอาหารแปรรูป อาจเป็นก้าวสำคัญในการหยุดยั้งการระบาดของโรคเบาหวานได้

สำหรับคนไทยทุกคน การติดตามข้อมูลข่าวสารและเลือกกินอย่างมีสตินั้นสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ครั้งต่อไปที่จะหยิบขนมเข้าปาก ลองหันไปเลือกผลไม้ตามฤดูกาลหรือถั่วต่างๆ แทนขนมแปรรูปดูบ้าง เพื่อลดโอกาสที่จะได้รับ “ค็อกเทล” สารปรุงแต่งที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว