ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสประดุจธุลี (กิเลสมีราคะเป็นต้น) มีใจผ่องใสไม่มัวหมอง (ภิกษุผู้ทำลายกิเลสได้แล้วมีใจผ่องใสไม่มัวหมองด้วยกิเลสและไม่มีความดำริที่เศร้าหมอง) เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายตั่งแด่ท่าน ด้วยมือทั้งสองของตน

ตติยปีฐวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๓. ตติยปีฐวิมาน

ว่าด้วยวิมานตั่ง เรื่องที่ ๓

             (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)

             [๑๕] เทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรงภูษาสวยงาม วิมานตั่งทองคำของเธอช่างโอ่อ่า ล่องลอยไปในที่ต่างๆ ได้รวดเร็วสมใจปรารถนา เธอเปล่งรัศมีสว่างไสว ดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ

             [๑๖] เพราะบุญอะไรผิวพรรณเธอจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ

             [๑๗] เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามว่า เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

             [๑๘] เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมตามที่พระเถระถามว่า

             [๑๙] ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ เพราะผลกรรมน้อยนิดของดิฉัน ชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก

             [๒๐] ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสประดุจธุลี (กิเลสมีราคะเป็นต้น) มีใจผ่องใสไม่มัวหมอง (ภิกษุผู้ทำลายกิเลสได้แล้วมีใจผ่องใสไม่มัวหมองด้วยกิเลสและไม่มีความดำริที่เศร้าหมอง) เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายตั่งแด่ท่าน ด้วยมือทั้งสองของตน

             [๒๑] เพราะบุญนั้นผิวพรรณดิฉันจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่ดิฉัน

             [๒๒] ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอกราบเรียนว่า เพราะบุญที่ได้ทำไว้สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

ตติยปีฐวิมานที่ ๓ จบ

-----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑

๓. ปิฐวิมานที่ ๓

               อรรถกถาตติยปีฐวิมาน               

               เรื่องของตติยปีฐวิมานนั้นเกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์.
               ดังได้สดับมา พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้อาหารแล้วประสงค์จะฉันในเวลาจวนแจ จึงเข้าไปยังเรือนหลังหนึ่งซึ่งเปิดประตูไว้.
               ในเรือนหลังนั้น สตรีเจ้าของเรือนมีศรัทธาปสาทะ สังเกตรู้อาการของพระเถระ จึงกล่าวว่า มาเถิดเจ้าข้า ขอท่านโปรดนั่งตรงนี้ฉันอาหารเถิดค่ะ แล้วจัดตั่งอย่างดี ปูผ้าสีเหลืองข้างบน ได้บริจาคโดยมิได้มุ่งอะไร และตั้งความปรารถนาว่า ขอบุญของเรานี้จงเป็นปัจจัยให้ได้ตั่งทองในอนาคตกาลเถิด.
               เมื่อพระเถระนั่งฉันอาหาร ณ ที่นั้น ล้างบาตรแล้วก็ลุกไป.
               นางจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า อาสนะนี้ ดีฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ขอได้โปรดใช้สอยเพื่ออนุเคราะห์ดีฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ.
               พระเถระรับตั่งนั้น เพื่ออนุเคราะห์นาง แล้วให้ถวายแก่สงฆ์.
               สมัยต่อมา นางเป็นโรคอย่างหนึ่งตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.
               คำดังกล่าวมาเป็นต้นทั้งหมด พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในกถาพรรณนาปฐมวิมานนั่นแล.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะจึงถามว่า
               ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่านส่องแสงประกาย คล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
               ดูก่อนเทพี ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
              เทวดาองค์นั้นถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้วดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
              นี้เป็นผลของกรรมเล็กน้อยของดีฉันอันเป็นเหตุให้ดีฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันได้พบภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผู้ผ่องใส ไม่หม่นหมองก็เลื่อมใส จึงได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือตนเอง เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้นผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.
             ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใด เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
               พึงทราบว่า เทวดาแสดงคุณแห่งทาน ๒ นี้ คือ ทำความยำเกรงถวาย ถวายตามกาล เพราะเป็นผู้รู้จักเวลานั่ง ด้วยการลาดผ้าสีเหลือง.
               คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.


               จบอรรถกถาตติยปีฐวิมาน               
               -----------------------------------------------------