ในยุคที่วิตามินเสริมวางขายกันเกลื่อนตลาด คำแนะนำล่าสุดจากแพทย์ชาวอเมริกันอาจทำให้ใครหลายคนต้องคิดใหม่ โดยเฉพาะคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพ ดร. เจแบน มัวร์ แพทย์เวชศาสตร์เชิงหน้าที่ (Functional Medicine Doctor) จากแคนซัสซิตี้ ชี้ว่าวิตามินและแร่ธาตุสังเคราะห์บางตัวอาจมีผลเสีย แนะให้หันมาพึ่งทางเลือกจากธรรมชาติที่ร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง

ดร. มัวร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและมีผู้ติดตามมากมายในโซเชียลมีเดีย ได้ออกมาแนะนำให้หลีกเลี่ยงวิตามินเสริมยอดฮิตบางตัว ในคลิปวิดีโอที่น่าสนใจ เขาได้เตือนเกี่ยวกับวิตามินบี 12 สังเคราะห์, แมกนีเซียมในรูปออกไซด์หรือซิเตรต และธาตุเหล็กในรูปเฟอร์รัสซัลเฟต โดยชี้ว่าสารเหล่านี้อาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เพราะดูดซึมได้ไม่ดีนัก และอาจมีผลข้างเคียง เช่น ปัญหาระบบย่อยอาหาร หรือผลกระทบอื่นๆ ต่อร่างกาย

วิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อระบบประสาทส่วนกลางและการสร้างเม็ดเลือดแดง เป็นวิตามินที่คนนิยมกินเสริม โดยเฉพาะกลุ่มที่กินอาหารบางประเภทจำกัด อย่างไรก็ตาม ดร. มัวร์ เตือนให้ระวัง “ไซยาโนโคบาลามิน” (Cyanocobalamin) ซึ่งเป็นวิตามินบี 12 สังเคราะห์ เขาแนะให้เลือกใช้ “เมทิลโคบาลามิน” (Methylcobalamin) แทน เพราะร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า ทั้งยังสนับสนุนให้ผู้คนหันไปรับวิตามินบี 12 จากอาหารที่เติมวิตามิน (Fortified Foods) หรือจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติจำพวกเนื้อสัตว์

แมกนีเซียม มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานหลายอย่างของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการควบคุมอารมณ์ คนส่วนใหญ่มักกินในรูป “แมกนีเซียมออกไซด์” (Magnesium Oxide) หรือ “ซิเตรต” (Citrate) แต่รูปแบบเหล่านี้อาจออกฤทธิ์เป็นยาระบายมากกว่าให้คุณค่าทางโภชนาการ ดร. มัวร์ ย้ำว่า “แมกนีเซียมไกลซิเนต” (Magnesium Glycinate) เป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก เพราะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพโดยไม่ก่อผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย หรือคลื่นไส้

การเสริมธาตุเหล็ก ซึ่งสำคัญมากโดยเฉพาะในผู้หญิงและผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าห่วง ดร. มัวร์ วิจารณ์ “เฟอร์รัสซัลเฟต” (Ferrous Sulfate) ว่ามักส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้ท้องผูกและคลื่นไส้ได้ง่าย จึงแนะนำให้เลือกใช้ “เฟอร์รัสบิสไกลซิเนต” (Ferrous Bisglycinate) หรือ เหล็กฮีม (Heme Iron) ซึ่งอ่อนโยนต่อระบบย่อยอาหารมากกว่า และร่างกายก็ดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าด้วย

เรื่องนี้ส่งผลต่อผู้บริโภคชาวไทยไม่น้อย เพราะตลาดวิตามินเสริมในบ้านเราก็เติบโตไม่ต่างจากทั่วโลก และคนจำนวนไม่น้อยก็มองหาทางลัดสู่สุขภาพดี คำแนะนำเหล่านี้จึงช่วยกระตุ้นให้เราเลือกซื้ออาหารเสริมอย่างรอบคอบและมีข้อมูลมากขึ้น คนไทยซึ่งมีวัฒนธรรมการกินที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว อาจได้รับสารอาหารเพียงพอจากมื้ออาหาร แต่สำหรับใครที่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมจริงๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและเป้าหมายสุขภาพของตัวเอง

จริงๆ แล้ว วัฒนธรรมไทยแต่เดิมก็ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอยู่แล้ว โดยนำหลักการแพทย์แผนไทยที่เน้นใช้สมุนไพรและแนวคิด “อาหารเป็นยา” มาปรับใช้ ซึ่งมุมมองเหล่านี้ก็สอดคล้องกับคำแนะนำของ ดร. มัวร์ ที่ส่งเสริมการรับสารอาหารจากธรรมชาติและแหล่งที่ยั่งยืน แทนการพึ่งพาวิตามินสังเคราะห์

ในอนาคต แนวคิดของ ดร. มัวร์ อาจเป็นแรงผลักดันให้คนรักสุขภาพหันมาสนใจแนวทางดูแลตัวเองแบบองค์รวมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดอาหารเสริมจากธรรมชาติและอาหารที่เติมคุณค่าสารอาหาร (Fortifying Foods) ในไทยขยายตัว ขณะที่มุมมองเรื่องสุขภาพทั่วโลกพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศไทยอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การกำกับดูแลและประเมินคุณภาพอาหารเสริมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้กับผู้บริโภค

คำแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทยคือ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทุกครั้ง ก่อนจะเริ่มกินหรือหยุดกินอาหารเสริมชนิดใดก็ตาม นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการกินอาหารที่สมดุล ครบหมู่ตามหลักโภชนาการ และสอดคล้องกับวิถีไทย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นจากธรรมชาติอยู่แล้ว ถือเป็นแนวทางที่ปลอดภัยและรอบคอบที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพสามารถป้องกันตัวเองจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของวิตามินสังเคราะห์ได้ พร้อมทั้งยังได้รับประโยชน์จากสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน

โปรดติดตามข้อมูลข่าวสารและอย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเสมอ เพื่อให้สามารถเลือกใช้วิตามินเสริมได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม ดังที่คำแนะนำของ ดร. มัวร์ ได้ชี้ให้เห็น การตัดสินใจโดยมีข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่พบบ่อย และส่งเสริมวิถีชีวิตที่สมดุลได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: Times of India