มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer เปิดเผยว่า ผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และรอดชีวิตมาได้ หากออกกำลังกายเป็นประจำ ก็อาจมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การศึกษานี้นำโดย ดร. เจฟฟ์ เมเยอร์ฮาร์ดต์ จากสถาบันมะเร็งดานา-ฟาร์เบอร์ (Dana-Farber Cancer Institute) ชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายอาจส่งผลดีอย่างมากต่อแนวโน้มการฟื้นตัวระยะยาวของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ลดโอกาสเสียชีวิตจากมะเร็ง แต่ยังอาจทำให้อายุยืนกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นมะเร็งด้วยซ้ำ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ จากมะเร็งทั่วโลก แถมยังพบมากขึ้นอย่างน่าตกใจในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สหรัฐอเมริกาด้วย ผลวิจัยนี้จึงสำคัญมาก เพราะการที่ผู้ป่วยรอดชีวิตได้นานขึ้นด้วยการออกกำลังกาย อาจเป็นเหมือนแสงสว่างให้ผู้ป่วยในไทย โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ผู้คนมักไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย การออกกำลังกายสม่ำเสมออาจช่วยลดปัญหานี้ได้ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ชาวไทยมีความหวังที่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ดร. เมเยอร์ฮาร์ดต์ และทีมงาน ได้สำรวจผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เกือบ 3,000 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายทั้งก่อนและหลังการรักษา ผลที่ได้น่าสนใจมากครับ พบว่าผู้ป่วยที่ยังคงออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือมากขึ้น หลังการรักษาผ่านไป 3 ปี มีแนวโน้มรอดชีวิตโดยรวมสูงกว่า ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้มักจะมีอายุยืนยาวกว่าคนในวัยเดียวกันในประชากรทั่วไปเสียอีก แม้แต่ในกลุ่มที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ ก็ยังมีอัตราการรอดชีวิตที่ดีขึ้นหากออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งเทียบเท่ากับการเดินเร็วปานกลางแค่วันละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน รวมถึงคุณแคทริน ชมิตซ์ นักวิจัยด้านมะเร็งวิทยาการออกกำลังกาย (exercise oncology) ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (University of Pittsburgh) ที่ยืนยันความสำคัญของการออกกำลังกาย ว่าช่วยลดความเสี่ยงและการลุกลามของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้จริง คุณชมิตซ์เน้นว่า การออกกำลังกายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นและลดการอักเสบ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วยลดโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะกลายพันธุ์

สำหรับประเทศไทยเราเอง ซึ่งมีกีฬาและการออกกำลังกายที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างมวยไทย หรือ โยคะ ที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอยู่แล้ว การส่งเสริมให้ออกกำลังกายเป็นประจำ จึงอาจนำกิจกรรมเหล่านี้มาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิต เพื่อให้คนหันมาสนใจและมีส่วนร่วมมากขึ้น แนวทางที่เข้ากับบริบทของบ้านเราแบบนี้ อาจช่วยเสริมให้นโยบายด้านสาธารณสุขที่ต้องการลดอัตราการเกิดมะเร็งและปรับปรุงผลการรักษาให้ดีขึ้น ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

งานวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำว่า เราต้องรีบให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรค โดยเฉพาะเมื่อดูจากสถิติที่น่าห่วงว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่พบในคนอายุน้อยกว่า 50 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ทั่วโลก ดร. คิมมี อึ้ง ซึ่งทำงานที่สถาบันดานา-ฟาร์เบอร์เช่นกัน ชี้ว่า แม้เราจะยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมคนอายุน้อยถึงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่กันมากขึ้น แต่ปัจจัยด้านการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการออกกำลังกาย มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้

โครงการด้านสาธารณสุขของไทย สามารถนำผลการวิจัยนี้ไปต่อยอดได้ โดยเน้นส่งเสริมให้คนออกกำลังกายระดับปานกลางเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ซึ่งก็ตรงกับคำแนะนำของสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ที่แนะให้ออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ วิธีนี้อาจพลิกโฉมเรื่องการรอดชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประเทศไทยได้อย่างมาก อย่างที่คุณชมิตซ์สรุปไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “แค่ขยับให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็ถือว่าดีแล้ว” เป็นการย้ำเตือนว่า การค่อยๆ เพิ่มการออกกำลังกายทีละนิด ก็ถือเป็นเรื่องดีที่เราควรยินดี

โดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำว่าการออกกำลังกายมีบทบาทสำคัญในการยืดอายุผู้รอดชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ยังเป็นเหมือนคำท้าทายให้สังคมต่างๆ หันมาผสมผสานการออกกำลังกายอย่างยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สำหรับคนไทยเรา การลองนำการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นแบบสมัยใหม่หรือแบบดั้งเดิม มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อาจไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพที่ดีขึ้น แต่อาจหมายถึงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้จริงๆ