งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาผู้สูงวัยกว่า 280,000 คนในแคว้นเวลส์ เผยข้อมูลน่าสนใจที่เชื่อมโยงการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดเข้ากับการลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำอย่าง Nature ระบุว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีนงูสวัดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 20% ตลอดช่วงเวลาติดตามผลนาน 7 ปี การค้นพบนี้ช่วยตอกย้ำแนวคิดที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันว่า ไวรัสที่ส่งผลต่อระบบประสาทอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม และยังบอกเป็นนัยว่า เราอาจมีหนทางป้องกันโรคนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วก็เป็นได้

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากอีสุกอีใส (ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นตอนเด็ก) เชื้อไวรัสนี้จะยังคงซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท และสามารถกลับมากำเริบได้ในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือภูมิต้านทานอ่อนแอลง ทำให้เกิดเป็นผื่นงูสวัดขึ้นมา การศึกษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะชี้ให้เห็นว่าวัคซีนที่มีใช้อยู่แล้ว อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้ด้วย

ความน่าเชื่อถือของการศึกษานี้อยู่ในระดับสูง เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) ทีมวิจัยนำโดย ดร.ปาสคาล เกลด์เซ็ตเซอร์ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่แคว้นเวลส์เริ่มโครงการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด ตอนนั้น เฉพาะผู้ที่มีอายุครบ 79 ปีเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับวัคซีน ขณะที่คนไข้อายุ 80 ปีขึ้นไปกลับไม่ได้รับสิทธิ์นี้ ทำให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างสองกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมากได้อย่างมีนัยสำคัญ ดร.เกลด์เซ็ตเซอร์ อธิบายว่า “ไม่ว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลจากมุมไหน เราก็เห็นสัญญาณการป้องกันที่ชัดเจนนี้อยู่”

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ผลในการป้องกันของวัคซีนดูจะเห็นชัดในกลุ่มผู้หญิงมากกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงมักมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน (การสร้างแอนติบอดี) ที่ดีกว่า และมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดบ่อยกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ข้อมูลจากประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ก็ยังสนับสนุนผลการป้องกันโรคสมองเสื่อมของวัคซีนงูสวัดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อค้นพบนี้

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยนี้นับว่าให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว และความต้องการมาตรการป้องกันโรคสมองเสื่อมที่มีประสิทธิภาพก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีการให้บริการวัคซีนป้องกันงูสวัดอยู่แล้ว แต่ข้อค้นพบนี้อาจเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการพูดคุยถึงการขยายขอบเขตการให้วัคซีนให้กว้างขวางขึ้น และกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขพิจารณานำแนวทางการป้องกันลักษณะนี้ บรรจุไว้ในแผนสุขภาพแห่งชาติ

ศักยภาพในอนาคตของเรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง วัคซีนป้องกันงูสวัดอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่จะช่วยลดทั้งอุบัติการณ์ของโรคสมองเสื่อมและภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ตามมา ดร.เกลด์เซ็ตเซอร์และทีมวิจัยสนับสนุนให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้น เพื่อยืนยันผลการวิจัยนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งหากทำได้สำเร็จ ก็จะยิ่งตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการฉีดวัคซีนงูสวัดกับอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมที่ลดลง และอาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณสุขทั่วโลกได้ในอนาคต

สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะผู้ที่ดูแลญาติผู้ใหญ่ หรือกำลังวางแผนสุขภาพระยะยาวของตนเอง อาจรู้สึกมีความหวังและเบาใจมากขึ้นเมื่อได้ทราบถึงทางเลือกในการป้องกันโรคแต่เนิ่นๆ เช่นนี้ การปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันงูสวัด รวมถึงการติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประโยชน์อื่นๆ ที่อาจได้รับจากวัคซีน นับเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ดังที่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตไว้ ข้อค้นพบนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของวัคซีนในการป้องกันโรคที่อาจกว้างขวางกว่าสรรพคุณหลักโดยตรง และเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า สุภาษิตที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นั้นยังคงใช้ได้ดีเสมอ