การนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยตรวจคัดกรองมะเร็งผิวหนัง กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และมีแนวโน้มที่จะพลิกโฉมวงการวินิจฉัยโรคไปอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างย้ำว่า แม้ AI จะล้ำหน้าไปแค่ไหน แต่ความรู้ความชำนาญของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ ดร.ไอวี ลี แพทย์ผิวหนังในลอสแอนเจลิส และประธานคณะกรรมการด้านปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ ของสถาบันแพทย์ผิวหนังแห่งอเมริกา ก็เห็นพ้องในทำนองเดียวกัน โดยชี้ว่าวงการแพทย์กำลังก้าวพ้นช่วงตื่นตัวตามกระแส ไปสู่การนำ AI มาปรับใช้ในการทำงานจริงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

งานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 2017 สร้างความฮือฮาไม่น้อย เมื่อพบว่าโมเดล AI ที่ผ่านการเรียนรู้จากภาพถ่ายรอยโรคทางคลินิกกว่า 129,450 ภาพ สามารถวินิจฉัยมะเร็งผิวหนังได้แม่นยำกว่าแพทย์ผิวหนังถึง 21 คน อย่างไรก็ดี ผลวิจัยนี้ก็ถูกตั้งคำถามว่าไม่ได้นำปัจจัยอื่น ๆ ที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยมารวมด้วย เช่น การซักประวัติพูดคุยกับผู้ป่วย หรือการตรวจคลำรอยโรค ดร.เวโรนิกา โรเทมเบิร์ก จากศูนย์มะเร็งเมมโมเรียลสโลนเคทเทอริง ในนิวยอร์ก ย้ำว่าการวินิจฉัยทางคลินิกนั้นซับซ้อนกว่าแค่การดูภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบัน แวดวงเทคโนโลยีกำลังมองหาแนวทางนำ AI มาใช้จริงเพื่อเป็นผู้ช่วยแพทย์ และยกระดับการดูแลผู้ป่วย อุปกรณ์พกพาที่ใช้เทคนิคการส่องกราดด้วยแสง (Optical Spectroscopy) เพื่อตรวจหารอยโรคที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่พบได้บ่อย กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจ โดยถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจช่วยลดการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล ดร.มิตเชลล์ เอ. ไคลน์ จากศูนย์การแพทย์ New York-Presbyterian Weill Cornell กล่าวว่า เครื่องมือช่วยวินิจฉัยที่ใช้ AI เหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า หรือคลินิกทั่วไปที่อาจไม่มีเครื่องมือเฉพาะทางด้านผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็ยังคงมีอยู่ ดร.ร็อกซานา ดาเนชจู จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แสดงความกังวลเกี่ยวกับความแม่นยำของอุปกรณ์ AI บางชนิด เช่น DermaSensor ซึ่งแม้จะตรวจหามะเร็งได้ดี แต่ก็มีอัตราการให้ผลบวกลวง (False Positive) ค่อนข้างสูง และยังใช้ได้ไม่ดีนักกับผิวประเภทต่างๆ ทำให้เห็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการใช้ชุดข้อมูลที่หลากหลายในการฝึก AI เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือจะทำงานได้ดีกับทุกสีผิวอย่างเท่าเทียมกัน

แม้จะมีความกังวลเหล่านี้ ก็ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่น่าจับตามองกำลังพัฒนาอยู่ บริษัทอย่าง Skin Analytics และ Nevisense กำลังมีความคืบหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง แม้ว่าประสิทธิภาพและสถานะการรับรองทางกฎหมายจะยังต้องการการตรวจสอบและข้อมูลเพิ่มเติมก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคนิคขั้นสูงอย่างเครื่องสแกนร่างกาย 3 มิติ มาใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของไฝหรือรอยโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงต่อมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ซึ่งในอนาคต AI อาจเข้ามามีบทบาทช่วยให้กระบวนการตรวจจับนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ณ เวลานี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่า ไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะพึ่งพาแอปพลิเคชันทั่วไปสำหรับผู้บริโภค หรือ AI แชทบอท ในการวินิจฉัยมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากแอปเหล่านี้ยังไม่ผ่านการรับรองตามกฎระเบียบที่เข้มงวด และขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือมารองรับ เทคโนโลยีเหล่านี้อาจมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว และให้ผลการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนได้ คำแนะนำที่ดีที่สุดยังคงเป็นการเข้ารับการตรวจสุขภาพผิวหนังกับแพทย์ผิวหนังเป็นประจำ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและไม่อาจทดแทนได้

สำหรับประเทศไทย ซึ่งการที่ประเทศตั้งอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรทำให้คนไทยได้รับแสงแดดจัด เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง การนำ AI มาช่วยในการตรวจคัดกรองระยะเริ่มต้นอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงและทดสอบให้แน่ใจว่าเครื่องมือ AI เหล่านี้มีความเหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมและลักษณะประชากรของคนไทย ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาพที่เท่าเทียมกัน

วิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบสาธารณสุขนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มทั่วโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าในอนาคตอาจนำมาซึ่งเครื่องมือที่มีประโยชน์ คุ้มค่า และใช้งานได้อย่างแพร่หลาย แต่ก็จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด เพื่อรับประกันความปลอดภัยและความเท่าเทียมสำหรับประชากรที่หลากหลาย ขอแนะนำให้คนไทยเข้ารับการตรวจผิวหนังกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุกปี หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของตนเอง และติดตามข่าวสารความคืบหน้าเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในแวดวงสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้และการพัฒนา AI ในการตรวจหามะเร็งผิวหนัง สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น วารสารวิชาการ Nature และข้อมูลล่าสุดจาก สถาบันแพทย์ผิวหนังแห่งอเมริกา (American Academy of Dermatology)